Official Update :

หุ้นไทยทะยานเกินแนวต้าน 1,400 จุด กูรูชี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของขาขึ้น!

ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเปิดทำการซื้อขายวันนี้ (23 พ.ย.63) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 26.48 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.91% มาอยู่ที่ 1,415 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 60,019.ล้านบาท โดยนักวิเคราะห์หลายแห่งประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยก่อนที่ตลาดหุ้นจะเปิดทำการ ซึ่งพบว่านักวิเคราห์หลายสำนักมองว่ากรอบแนวต้านสำคัญไว้ที่ 1,400 จุด หากดัชนีปรับเกิดแนวต้านสำคัญสามารถขายทำกำไรออกได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในระหว่างกาเปิดซื้อขายในช่วงเช้ายังคงมีแรงซื้อและแรงขายสลับกัน ก็ยังไม่ทำให้ดัชนีหลุดแนวต้านที่สำคัญในระดับ 1,400 จุด สิ่งที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายลงความเห็นตรงกันว่า กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ และตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง

โดยนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า การที่กระแส Fund Flow เข้ามาในรอบนี้ป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นหากจะมองในประเด็นใหญ่คือ หลังจากสงครามการค้าต่อจากนี้จะเป็นการค้าแบบ Free trade ซึ่งจะเห็นได้จากการที่กลุ่มประเทศอาเซียน และอีก 5 ประเทศร่วมลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) หรืออาร์เซ็ป และเชื่อว่าต่อจากนี้ไปสหรัฐจะเร่งทำ Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership หรือ CPTPP รวมถึงภายหลังจากการที่ผลิตวัคซีนออกได้แล้ว ภาพหลังจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร

นอกจากนี้เองนโยบายต่างๆของสหรัฐขณะนี้ มีผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และทำให้สกุลเงินหยวนแข็งค่า ทั้งนี้เมื่อเงินหยวนแข็งค่าขึ้นสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆจะปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อต่อตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเรื่องการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้กองทุนขนาดใหญ่ของโลกจำนวน 5 กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเลย แต่ในครั้งนี้ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนมายังประเทศไทย ดังนั้นจึงมองว่ากระแส Fund Flow ในครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

สิ่งที่นักลงทุนควรจะทำคือ หากมีหุ้นอยู่ก็สามารถถือต่อไปได้ แต่ถ้ายังไม่มีการลงทุนควรจะชะลอให้ดัชนีลดความร้อนแรงลงกว่านี้ โดยมองจุดที่จะเข้าซื้อได้ไม่ควรให้ดัชนีลดไปที่ระดับ 1,350 จุด เพราะว่าจะไม่ต่ำไปว่านี้อีกแล้ว โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่ได้รับการคำนวณใน SET 50 เป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่ EPS Growth จะเติบโต เช่น กลุ่มปิดโตรเคมี กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มอุปโภคบริโภคภายในประเทศ

"โดยส่วนตัวมองว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เพราะต้องมองภาพใหญ่ว่าหลังจากปัญหาสงครามการค้าแล้วจะเป็นอย่างไร ปัญหาวัคซีนจบแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องมองในจุดนี้ หากใครมีหุ้นอยู่ก็ถือต่อไปได้ แต่หากยังไม่มีก็อาจจะรอให้ดัชนีลดควาร้อนแรงลงมากกว่านี้ แต่ไม่ควรไปรอซื้อที่ 1,350 จุด เพราะว่ามันต่ำมากๆ แล้ว" นายประกิตกล่าว