Official Update :

EA กับภาวะโรคเลื่อน ต้องรอการเติบโตถึงปี 64

หนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมีชื่อบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA โดยในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจโรงไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในแรงผลักดันการเติบโตให้กับ EA อย่างมาก จนทำให้ผลประกอบการเติบโจอย่างโดดเด่นในทุก ๆ ปี

EA ถือเป็นหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกันของตลาดหุ้นไทย จากทั้งหมดที่มีการเติบโต 5 ปีติดต่อกันจำนวน 25 หลักทรัพย์ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ แต่รู้หรือไม่ EA ไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจโรงไฟฟ้า โดยเริ่มต้นด้วยธุรกิจไบโอดีเซล ซึ่งเป็นการผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล (B100), กลีเซอรีนบริสุทธิ์ และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการผลิต

หลังจากนั้นได้ขยายการลงทุนไปยัง กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทย่อยของบริษัท โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิต ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวม 664 เมกะวัตต์

EA กำลังจะสร้างการเติบโตครั้งใหม่ ด้วยการขยายธุรกิจไปยังยานยนต์ไฟฟ้า แม้จะมีการประกาศการลงทุนไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน และประสบปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่จะต้องมีการเลื่อนส่งมอบโครงการต่างๆไปจำนวนมาก จึงยังไม่มีรายได้เข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ดูเหมือนว่าแต่ละโครงการของ EA ได้เริ่มประกาศความคืบหน้าอีกครั้ง โดย EA รายงานว่า โครงการแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน โดยโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (โครงการ Amita Thailand) ในระยะที่ 1 ที่มีขนาดกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารและมีความคืบหน้า 90% แล้ว จากนั้นจะเริ่มติดตั้งเครื่องจักรใหญ่สำหรับการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการติดตั้งประมาณ 2 เดือน พร้อมกับทดสอบระบบก่อนเริ่มการผลิตจริง คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการผลิตสำหรับระยะที่ 1 ได้ในช่วงต้นปี 2564

ทั้งนี้หลังจากนั้นจึงจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตส่วนถัดไปให้สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยในระหว่างนี้บริษัทได้ใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ของ Amita Technologies Inc. (ไต้หวัน) เพื่อนำมาใช้ในการประกอบกับรถยนต์ไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า เพื่อให้บรรลุตามแผนงานของบริษัทที่ตั้งไว้

ส่วนโครงการรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ภายใต้การดำเนินการของบริษัทย่อย ชื่อ บริษัท ไมน์ โมบิลิตี คอร์ปอเรชั่น จำกัด จนแล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเครื่องจักรบางส่วน การเตรียมความพร้อมสำหรับห้องพ่นสี และเก็บรายละเอียดภายในและภายนอกโรงงาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และจะสามารถเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

ขณะที่แผนการผลิตและส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA1 ให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) ที่ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไว้เพื่อส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA1 จำนวน 3,500 คันนั้น ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อปรับแผนการทยอยส่งมอบเป็นเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2564 นี้ เป็นต้นไปจนครบจำนวน เพื่อให้สอดคล้องกับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) และความต้องการทางการตลาดอย่างแท้จริง อีกทั้งยังคงพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ ของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการเรือไฟฟ้า ปัจจุบันหลังจากที่ผลิตเรือไฟฟ้าโดยสารต้นแบบ 2 ลำแรกเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยบางส่วนทำการประกอบตัวเรือและอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มเดินเรือในปลายปีนี้ โดยส่วนที่เหลือยังคงทยอยผลิตและประกอบเพื่อให้สามารถเริ่มให้บริการเป็นเรือไฟฟ้าโดยสารอย่างเต็มรูปแบบได้ตั้งแต่ต้นปี 2564 เป็นต้นไปตามแผนงานที่วางไว้

ส่วนโรงงานประกอบรถบัสโดยสารไฟฟ้าของ AAB ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ใกล้เคียงกับโรงประกอบรถยนต์ไฟฟ้า และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำลังการผลิต 3,000 คันต่อปี สามารถรองรับการผลิตรถได้หลายประเภท เช่น รถบัส, รถบรรทุก โดยมูลค่าโครงการก่อสร้าง 1,750 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงต้นปี 2564

ด้านโครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันความคืบหน้าในการดำเนินการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าได้ติดตั้งแล้วเสร็จ 405 สถานี อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 107 สถานี และมีจำนวนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าทั้ง 2 รูปแบบเกินกว่า 2,000 หัวจ่าย ประกอบด้วย Quick Charge ประมาณ 40% และ Normal Charge ประมาณ 60% ของจำนวนที่ติดตั้ง เพื่อรองรับการใช้งานของยานยนต์ทุกรูปแบบ และรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่น รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยที่ออกแบบและผลิตโดยกลุ่มบริษัท ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถบัสโดยสารไฟฟ้า รวมไปถึงเรือโดยสารไฟฟ้าให้สามารถชาร์จด้วย Quick Charge ที่มีความเร็วสูงสุด (4C-Rate) ภายในระยะเวลาไม่เกิน 15-20 นาที ทั้งนี้ บริษัทยังคงดำเนินแผนการลงทุนติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ และเปิดรับพันธมิตรรายอื่น ๆ ตามแผนธุรกิจของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการกรีนดีเซล และ PCM ปัจจุบัน โรงงานผลิตสาร Green Diesel และ Bio-PCM แห่งใหม่ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ด้วยมูลค่าการลงทุน 1,100 ล้านบาท โดยทำการติดตั้งและทดสอบเครื่องจักรเสร็จแล้ว และได้เริ่มกระบวนการผลิตแล้วในระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์ Bio-PCM เป็นหลัก และจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตให้เต็มกำลังการผลิต ที่ 65 ตันต่อวัน ส่วนระยะถัดไปจะเริ่มการผลิตระยะที่ 2 จะมีกำลังการผลิตอีก 65 ตันต่อวัน โดยระหว่างนี้ทางบริษัทยังคงทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดในการนำสาร Bio-PCM ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นการต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป

จากโครงการดงกล่าวที่เรานำเสนอไปนั้น ส่วนใหญ่เลื่อนส่งมอบไปยังมี 2564 ด้วยกันทั้งสิ้น หากเป็นไปตามแผนงานดังกล่าว เท่ากับว่าปี 2564 ทาง EA จะเริ่มมีความน่าสนใจของธุรกิจใหม่มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า รกำไรปกติปี 2564 คาดอยู่ที่ 5,207 ล้านบาท เติบโต 2.6% จากปี 63 ที่คาดมีกำไรปกติ 5,077 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการรับรู้รายได้หน่วยธุรกิจใหม่ อาทิ Bio PCM ขนาด 65 ตันต่อวัน, ทยอยส่งมอบรถ EV Car และเริ่มรับรู้รายในหน่วยธุรกิจแบตเตอรี่ Phase 1 ขนาด 1Gwh ในไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามแม้งวดไตรมาส 3/63 ทาง EA จะรายงานกำไรสุทธิออกมาเท่ากับ 1,119 ล้านบาท ลดลง 33.34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,678.73 ล้านบาท และลดลงจากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1,149 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนปี 2563 กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,720.48 ล้านบาท ลดลง 14.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 4,331.89 ล้านบาท

เมื่อเข้ามาอยู่สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรสุทธิไตรมาส 3/2563 ลดลง เนื่องจากโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลม ได้แก่ โครงการหาดกังหัน และโครงการหนุมาน ที่ได้รับผลจากกระแสลมที่อ่อนแรง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการที่ฤดูกาลของพายุเลื่อนเวลาออกไป

แต่แนวโน้มผลประกอยบการงวดไตรมาส 4/63 อาจจะเห็นสัญญาณที่ฟื้นตัวขึ้น อ้างอิงจาก นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ที่บอกว่า ขณะนี้ประเมินกำไรปกติในไตรมาส 4/63 จะเติบโตจากไตรมาสก่อน จากค่าแสงที่เพิ่มขึ้น และมีแรงหนุนจากการเลื่อนฤดูกาลของพายุจากไตรมาส 3 เป็นไตรมาส 4 หนุนความแรงลม รวมทั้ง เริ่มรับรู้รายได้หน่วยธุรกิจ Bio PCM ที่มีมาร์จิ้นสูง ขนาด 65 ตันต่อวัน แต่ชะลอลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความแรงลมที่สูงกว่าปกติในปีก่อน

ทั้งนี้คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 44.0 บาท/หุ้น ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเก็งกำไรการเลือกตั้งสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายของโจ ไบเดนเน้นส่งเสริมธุรกิจ Green Energy ซึ่ง EA ดำเนินธุรกิจครบวงจรทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน, รถไฟฟ้า, เรือไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ทำให้ ปัจจุบัน ราคาตลาดสูงกว่าราคาเป้าหมาย 2.2%

ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำ TRADING มี Upside จากธุรกิจ EV Car, แบตเตอรี่ อีกขนาด 47GWh, เรือไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ประเทศลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับอีกพันธมิตร 3 ราย ที่เรายังไม่รวมไว้ในประมาณการ

อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนได้ติดตาม EA กันอย่างใกล้ชิด ก็ยังมีโครงการที่น่าสนใจอีกที่นอกนอกจากที่เรากล่าวไปข้างต้น อย่างในช่วงที่ผ่านมา EA และพันธมิตรอีก 3 ราย ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU)กับรัฐบาลสปป.ลาว เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศและจำหน่ายต่างประเทศ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Saravan Downsteam Hydropower Project และ Phamong Hydropower Project

ทั้งนี้คาดผลการศึกษาจะมีอายุศึกษาประมาณ 2 ปี โดยทั้ง 2 โครงการมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 3,000 MW แบ่งเป็นขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 MW หนึ่งแห่ง และกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,000 MW อีกหนึ่งแห่ง สำหรับมูลค่าเงินลงทุนเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา เช่นเดียวกับการแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นในแต่ละโครงการ

การเติบโตของ EA จะยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมาได้อีกหรือไม่ เราก็ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่หากโครงการต่างๆ ที่ได้ประกาศออกไป ไม่ว่าจะเป็นรถ EV คงจะไม่เจอโรคเลื่อนเพราะ COVID-10 อีกนะ เพราะเท่ากับว่าปี 2564 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจับตาของ EA เลยทีเดียว