TU กำเงิน 1,800 ล้านบาทลุย “ฟู้ดส์เทค” เห็นโอกาสเพิ่มความสามารถทำกำไรเพิ่ม
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า ในปี 2564 บริษัทกำหนดงบลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบลงทุนจำนวน 4.2-4.5 พันล้านบาท โดยส่วนนี้ถือเป็นงบลงทุนปกติ เพื่อรองรับเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน
ขณะที่งบลงทุนส่วนที่เหลืออีกราว 1,500-1,800 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยมองว่าเรามีความพร้อมที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในกลุ่ม อินกรีเดียนท์ รวมทั้งโปรตีนจากทะเล ธุรกิจโปรตีนจากพืช ซึ่งบริษัทมีความสนใจ และตั้งหน่วยงานเข้ามาศึกษาอย่างจริงจัง เชื่อว่าธุรกิจใหม่จะเข้ามาต่อยอดธุรกิจเดิม
ทั้งนี้เราเห็นเทรนด์การให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพ รวมทั้งผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น โดยสินค้าอาหารต่อจากนี้จะเป็นแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งในแง่ของกลุ่มอายุ และการบริโภคเพื่อความสวยงาม ดังนั้นเราจึงให้ความสนใจในกลุ่ม ฟังก์ชั่นนัล ฟู้ด รวมถึงอินกรีเดียนท์ ทั้งอาหารสำหรับผู้ป่วย สุขภาพ และความงาม เป็นต้น อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่ได้วางเป้าหมายสัดส่วนรายได้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มาก แต่เป็นธุรกิจอนาคต โดยประเมินว่าธุรกิจกลุ่มนี้จะมีอัตราการเติบโตที่สูง และมีอัตราการทำกำไรสูงกว่าธุรกิจหลักของบริษัท
ทั้งนี้การขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ดังกล่าว จะมุ่งเน้นในเรื่องของฟู้ดส์เทค โดยจะเป็นในรูปแบบของการร่วมทุน และไม่ได้จำกัดพันธมิตร ซึ่งบริษัทมีการเปิดกว้าง ไม่เพียงแค่พันธมิตรในประเทศไทย โดยธุรกิจนี้เป็นเหมือนสตาร์ทอัพ และขณะนี้มีสตาร์ทอัพเข้ามาติดต่อจำนวนมาก โดยเราเชื่อว่าธุรกิจใหม่จะเข้ามาต่อยอดธุรกิจเดิม เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
ทั้งนี้วิสัยทัศน์ของเราคือ ร่วมสร้างระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร โดยบริษัทได้มีการเริ่มทำตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่ผลิตจากโปรตีนจากพืชในประเทศไทย เนื่องจาก ผู้บริโภคมีความต้องการโปรตีนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาสตาร์ทอัพที่บริษัทได้ร่วมลงทุนได้แก่ มันนา ฟู้ดส์ ที่พัฒนาโปรตีนทางเลือก ส่วน อัลเคมี ฟู้ดเทค มุ่งเน้นในด้านอาหารสำหรับผู้ป่วย และ ไฮโดรนีโอ เป็นบริษัทที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการฟาร์ม เลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนบริษัท วิสไวร์ส นิวโปรตีน เป็นผู้นำในการลงทุนในโปรตีนทางเลือก
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่สำหรับตลาดสินค้าประเภทดังกล่าวในระดับโลกนั้น แนวโน้มการเติบโตที่สูงทีเดียว โดยปัจจุบันตลาดโปรตีนทางเลือกของโลกนั้นมีขนาดสูงถึง 12,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มว่าจะเติบโตในช่วงระหว่าง ปี 2562-2568 ถึง 6.8% เฉลี่ยต่อปี
นายธีรพงศ์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มปี 2564 บริษัทวางเป้าหมายจะมีรายได้เติบโต 5% จากปี 2563 ที่คาดว่าจะเติบโต 5% เช่นเดียวกัน โดยจะมุ่งเน้นความสามารถในการทำกำไรให้มีประสิทธิภาพ โดยคาดหวังอัตรากำไรขั้นต้นมากกว่า 17% จากปี 2563 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 17% พร้อมทั้งยังมีกลยุทธ์ดูแลในเรื่องของการใช้จ่าย การลงทุน รวมทั้งซัพพลายเซนให้มีความมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สหรัฐอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงประธนาธิบดีคนใหม่นั้น บริษัทมีการลงทุนในสหรัฐอเมริกามากว่า 20 ปี แม้จะมีนโยบายอะไร บริษัทเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ โดยต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา และบริษัทเชื่อว่าทุกประเทศในความสำคัญของการเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทก็มีการบริหารจัดการปกติ ด้วยการใช้เครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยง โดยมีการบริหารจัดการตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเคลื่อนไหวในระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไม่เชื่อว่าจะอ่อนค่าไปมากกว่านี้แล้ว
นอกจากนี้บริษัทได้ปรับแผนการนำ บริษัท ไทยยูเนี่ยนฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยอยู่ระหว่างพิจารณาถึงเวลาที่เหมาะสม เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายในกลางปี 2564 แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดด้วย จากเดิมที่คาดหวังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้ แต่สถานการณ์ไม่แน่นนอนจึงขอเปลี่ยนแปลง
