ปี 65 หุ้นไฟแนนซ์มาแน่!! โบรกชี้ ASK – TIDLOR เด่นสุดในกลุ่มฯ
ปี 2565 เป็นปีที่เศรษฐกิจถูกคาดหวังว่าจะกลับมาฟื้นตัวในระดับ 3-4% หลังจากสองปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงจากผลกระทบการระบาดของ Covid-19 ทำให้ภาคการท่องเที่ยวและส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักหยุดชะงัก แม้ปีนี้ภาพรวมของอุตสาหกรรมต่างๆ จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่ก็ยังเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่มากเมื่อเทียบกับก่อนเกิดการระบาด ดังนั้นปีหน้าจึงเป็นปีแห่งการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทุกคนคาดหวังว่าจะเห็นการบริโภค การลงทุน ตลอดจนภาคบริการ มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และกลับสู่ภาวะเติบโตอีกครั้ง
สำหรับกลุ่ม Consumer Finance แม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กลุ่มลูกค้าคือประชาชนทั่วไป ซึ่งการระบาดที่เกิดขึ้นทำให้ลูกค้าบางส่วนได้รับผลกระทบด้านรายได้ และบางส่วนก็ชะลอกำลังซื้อลง จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้ธุรกิจในกลุ่ม Consumer Finance ต้องตั้งสำรองฯ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 และ 2566 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หุ้นในกลุ่ม Consumer Finance จะเติบโตได้ดี จากแนวโน้มสินเชื่อที่ขยายตัว และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง โดยนักวิเคราะห์จาก บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Consumer Finance เป็นบวก และอัพเกรด MTC เป็น ซื้อ จาก ถือ ตามราคาหุ้นที่อ่อนตัว โดยคาดว่ากำไรของกลุ่มฯ จะเติบโต 10% ในปี 2564 และ 16-17% ในปี 2565-2566 จากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งและต้นทุนสินเชื่อที่ลดลง ประเมินราคาเป้าหมาย KTC ไปเป็นปี 2565 คงแนะนำ ถือ และคงราคาเป้าหมายที่ 62 บาท ส่วนหุ้นเด่นของบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ยังคงเป็น ASK และ TIDLOR เนื่องจากทั้งคู่น่าจะสร้างกำไรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 23-35% ในปี 2564-2566 เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงที่สำคัญคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้
ASK กำไรเติบโตสูง แต่ราคายังถูก
สำหรับ ASK บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) คาดว่าปี 2564 -2565 กำไรจะเพิ่มขึ้น 35% ต่อปี จากการเติบโตของรายได้สินเชื่อและค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง โดยรายได้สินเชื่อดีขึ้นจากยอดขายรถบรรทุกในประเทศที่แข็งแกร่ง ( 9 เดือน ปี 2564 โต 37%) ในขณะที่รายได้จากนายหน้าประกันภัยที่ดี ( โต 69% จากปีก่อน) จะหนุนค่าธรรมเนียมให้โตแรง โดย ASK ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อน้อยกว่า 20% และการเติบโตของรายรับค่าธรรมเนียม 30% ในปี 2565 ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ต้นทุนต่อรายได้จะลดลงจาก 37% ในปี 2563 เป็น 29-32% ในปี 2564-2565 เนื่องจากรายรับจะเพิ่มขึ้น 20-25% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง 8-10% ในปี 2564-2565 ในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วน NPL น่าจะเพิ่มขึ้นในระดับที่จัดการได้ แต่ต้นทุนสินเชื่อลดลงจากผลกระทบฐานที่สูงจากการกันสำรองครั้งเดียวในปี 2564
TIDLOR เด่นที่สุดในกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ
ส่วน TIDLOR คาดว่าความต้องการสินเชื่อจะดีขึ้นในไตรมาส 4/64 และปี 2565 จากการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ชอบ TIDLOR มากกว่าจากการเติบโตของกำไรต่อหุ้นปี 2565 ที่ 27% (เทียบกับ 11-19% ของ MTC และ SAWAD) โดยความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่ต่ำกว่าและแนวโน้มรายได้ที่สูงกว่า จาก NPL coverage ที่สูงกว่ากลุ่มที่ 326% ในไตรมาส 3/64 (เทียบกับ 160% ของ MTC และ 64% ของ SAWAD) นอกจากนี้ TIDLOR น่าจะรับอานิสงส์สูงสุดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อสูงสุดในกรุงเทพฯ ที่ 20% เทียบกับ 10% ของ MTC และมากกว่า 5% ของ SAWAD ดังนั้น บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อ MIC จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ผลตอบแทนสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน อีกอย่าง ราคาหุ้นของ SAWAD ดูน่าดึงดูด แต่มีแนวโน้มว่าจะซื้อขายที่ราคาส่วนลดเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่อ่อนแอและ NPL coverage ที่ต่ำ
AEONTS ปรับตัวตามความเสี่ยงได้ดี
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของ KTC และ AEONTS น่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและกิจกรรมการท่องเที่ยวในประเทศในปี 2565 ที่ดีขึ้น ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทเผยว่าคุณภาพสินทรัพย์ที่ลดลงได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเชื่อว่าอัตราการเก็บหนี้จะดีขึ้นในไตรมาส 4/64 และปี 2565 แม้ว่า บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จะมีมุมมองบวกในกลยุทธ์ของ KTC ในการกระจายพอร์ตไปสู่สินเชื่อที่มีหลักประกัน แต่ยังชอบ AEONTS มากกว่า เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ปรับความเสี่ยงได้ดีกว่า รวมถึงราคาหุ้นยังถูกกว่าด้วย

