NV ราคายังไม่สะท้อนพื้นฐาน คาดปี 65 ยอดขายถั่งเช่าดันรายได้เกิน 2 พันล้าน
เข้าเทรดเป็นที่เรียบร้อย สำหรับหุ้นไอพีโอตัวสุดท้ายของปี 2564 อย่าง NV หรือ บริษัท โนวา ออร์แกนิค จำกัด (มหาชน) โดยเปิดตลาดที่ราคา 6.80 บาท ลดลง 1.45% จากราคาไอพีโอที่ 6.90 บาท ด้าน นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน มองว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงกว่าราคาไอพีโอ เกิดจาก Volume เทรดในตลาดที่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงวันหยุด ซึ่งราคาดังกล่าวไม่ได้สะท้อนศักยภาพของบริษัทอย่างเต็มที่ โดย NV เป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินดี ไม่มีหนี้สถาบันการเงิน มีเพียงหนี้การค้า ทำให้ D/E ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่ 0.27 เท่า จึงมีความสามารถในการจ่ายปันผลสูง ซึ่งปีนี้บริษัทก็มีโอกาสจ่ายปันผลเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมองว่า NV เป็นทั้ง Growth Stock และ หุ้นปันผล
ด้านนายนวพล จันทร์จุฑามาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NV กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นการเพิ่มมาตรฐานในการผลิตและการจัดจำหน่าย รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า รวมถึงทำให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือและสามารถหาพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เพื่อพัฒนาและต่อยอดสินค้าไปสู่ตลาดโลก มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพและความงามในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทจะนำไปใช้ลงทุนในโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่เพื่อขยายและรองรับกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งการขยายช่องทางการจำหน่ายทางโทรศัพท์ที่เป็นช่องทางหลัก ปรับปรุงโรงงานเดิมเพื่อการผลิตสินค้าประเภทสมุนไพรและโรงงานสกัดสารสมุนไพร รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/64 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้จากไตรมาส 3/64 หลังบริษัทกลับเข้ามาทำตลาดถั่งเช่าและคอลลาเจน ช่วยสนับสนุนให้ปี 2564 รายได้จะเติบโตอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท ขณะเดียวกันปี 2565 บริษัทคาดว่ารายได้จะกลับมาเติบโตกว่าปี 2563 ที่มีรายได้ที่ 2,231 ล้านบาท จากการเติบโตของยอดขายถั่งเช่าและคอลลาเจนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการออกสินค้าใหม่ประมาณ 4-5 รายการ นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทีวีดิจิทัล รวมถึงนำสินค้า OEM มาทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้ามากขึ้น
“ในปีหน้าระยะแรกกำไรขั้นต้นอาจไม่สูงเหมือนปี 63 ที่อยู่ที่ระดับ 70% แต่จะพยายามรักษาระดับไม่ต่ำกว่า 60% เนื่องจากอาหารเสริมเป็นสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเติบโต” นายนวพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศจีน หลังจาก 3-4 ปีที่ผ่านมาได้ขยายตลาดไปยังฮ่องกงแล้ว โดยจะวางขายในวัตสันจีนซึ่งมีสาขาราว 5 พันสาขา หากจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการและอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศได้ บริษัทก็พร้อมนำสินค้าไปวางจำหน่ายทันที
