พรีวิวงบแบงก์ไตรมาส 4/64 กำไรยังเติบโตดีอยู่ไหม?
ใกล้เข้าสู่ช่วงประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/64 และปี 2564 แล้ว ทีมงาน Wealthy Thai ก็มีคาดการณ์กำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มแรกที่จะประกาศงบมาให้นักลงทุนอีกเช่นเคย โดยนักวิเคราะห์มองว่าไตรมาส 4/64 กำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มธนาคารยังเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 จากตั้งสำรองที่ลดลงและ NII ที่เพิ่มขึ้น แต่จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 จาก opex ที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ส่วนรายละเอียดด้านคุณภาพสินทรัพย์ การเติบโตของสินเชื่อ รวมถึงแนวโน้มกำไรในปี 2565 อ่านได้ในบทความนี้
ไตรมาส 4/64 กำไรยังเติบโตเมื่อเทียบ YoY
นักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ คาดว่ากำไรไตรมาส 4/64 ของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 9% จากไตรมาสก่อนหน้าตามฤดูกาล โดยกำไรที่ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 ได้รับการสนับสนุนจากการตั้งสำรองที่ลดลงลดลง NII ที่สูงขึ้น และ opex ที่ลดลง ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 ที่คาดว่ากำไรจะลดลง เกิดจาก opex ที่เพิ่มขึ้นเป็นปกติตามฤดูกาล ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์สรุปประเด็นสำคัญจากการพรีวิวผลประกอบการไตรมาส 4/64 ได้ดังนี้
1.คุณภาพสินทรัพย์ คาดว่าคุณภาพสินทรัพย์จะอยู่ในระดับทรงตัวจากไตรมาส 3/64 โดยมีสาเหตุมาจากการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวมากขึ้นและการผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 (เช่น การยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ และการเปิดประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป) สำหรับการตั้งสำรองในไตรมาส 4/64 คาดว่าธนาคารส่วนใหญ่จะตั้งสำรอง
ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 (ยกเว้น KBANK ที่คาดว่าจะตั้งสำรองลดลงอย่างมาก) และจะเป็นทิศทางที่คละเคล้ากันเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 ในแต่ละธนาคาร (ลดลงสำหรับ BBL และ KBANK และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสำหรับธนาคารส่วนใหญ่)
2.การเติบโตของสินเชื่อ คาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะเติบโตเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 3/64 ตามฤดูกาล (ณ เดือนพ.ย. 2564 อยู่ที่ 0.4% QTD เทียบกับ 1.9% ในไตรมาส 3/64) ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์เล็งเห็น upside ในประมาณการอัตราการเติบโตของสินเชื่อปี 2564 ของที่ 5.1%
3.NIM ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า NIM จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 เนื่องจากคาดว่าผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาว
และ 4. Non-NII โดยคาดว่า non-NII ในไตรมาส 4/64 จะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 โดยมีสาเหตุมาจากกำไรจากเงินลงทุนและเครื่องมือทางการเงินจำนวนน้อยมาก อย่างไรก็ตาม คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะฟื้นตัวจาไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน จากปัจจัยฤดูกาลและการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์
ปี 65 กำไรมี upside
ส่วนแนวโน้มปี 2565 ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะเติบโต 10% (+15% หากตัดกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY ออกไป) เทียบกับ 30% ในปี 2564 (+24% หากตัดกำไรจากการขายหุ้น TIDLOR ของ BAY ออกไป) โดยได้รับการสนับสนุนจาก credit cost ที่ลดลง 15 bps สินเชื่อที่เดิบโต 5% NIM ที่ลดลง 5 bps (จากการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ) non-NII ที่เติบโตเล็กน้อย และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลง โดยในปี 2565 ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าธนาคารต่างๆ จะมุ่งสู่ดิจิทัลแบงกิ้ง สินเชื่อส่วนบุคคลที่ให้ผลตอบแทนสูง และธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งมากขึ้น รวมถึงคาดว่าธนาคารต่างๆ จะยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์มากกว่าการเติบโตของสินเชื่อในปี 2565
ประมาณการกำไรปี 2565 มี upside จากแรงกดดันด้าน credit cost ที่ลดลง การผ่อนผันการจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาระการตั้งสำรอง (credit cost) ของธนาคารและสร้างความมั่นใจว่า credit cost จะลดลงในปี 2565 ตามที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ยังคงประมาณการ credit cost ไว้ตามหลักอนุรักษ์นิยม โดยปล่อยให้ผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้เป็น upside และคาดว่า credit cost โดยเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารจะลดลงจาก 1.57% ในปี 2564 สู่ 1.42% ในปี 2565
เลือก BBL และ KBANK เป็นหุ้นเด่น
สำหรับคำแนะนำการลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มี valuation ไม่แพง โดยเทรดที่ -2SD PBV และ -1SD PE เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยหุ้นเด่นของบล.ไทยพาณิชย์ยังคงเป็น BBL (มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุดและเป็นหุ้น laggard play) และ KBANK (ผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งและมีupside จาก credit cost)

