Official Update :

LEO เปิดเทรดวันแรกเหนือจอง 7.60% ลุยเข้าซื้อกิจการ หวังการเติบโตโดดเด่น

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO หุ้นโลจิสติกส์อบบครบวงจร เข้าเทรดในตลาด mai ในวันที่ 5 พฤศจิกายน เป็นวันแรก เปิดการซื้อขายที่ระดับ 3.68 บาท เพิ่มขึ้น 7.60% จากราคาไอพีโอ 3.42 บาท สะท้อนให้เห็นถึงความน่าสนใจของบริษัท

โดยแม่ทัพใหญ่อย่าง นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ รองประธานคณะกรรมการบริษัท ประธานคณะผู้บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEO กล่าวว่า จากราคาเปิดการซื้อขายดังกล่าวสามารถยืนเหนือราคาไอพีโอได้นั้น เรารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก และในฐานะผู้บริหารบริษัทคาดว่าในปีนี้น่าจะรักษาผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าที่ได้คาดการณ์ไว้ และพร้อมที่จะพัฒนาบริษัทให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ประเมินว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3-4/63 คาดว่าจะทำได้ไม่น้อยกว่าไตรมาส 1-2/63 สะท้อนจากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีสัญญาณที่ดีของทั้งผู้นำเข้าและส่งออก และคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ประกอบกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็ยังมีโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดจะมีโปร 11.11 อีกด้วยดังนั้นจะส่งผลต่อวอลุ่มของบริษัท ซึ่งมีสัญญานดีต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีนี้

ขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มีสัดส่วนรายได้ระดับ 20-25% คาดว่าจะมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก โดยอยู่ระหว่างเจรจากลุ่มลูกค้ารายใหญ่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้พึ่งพาการขนส่งสินค้าของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง โดยมีสินค้าที่ดูแลอย่างหลากหลาย ทั้งกลุ่มธุรกิจอาหาร ชิ้นส่วนยานยนตร์ อิเล็กทรอนิกส์ และเคมีฯ เป็นต้น

“หุ้น LEO ถือว่าเป็นหุ้นนิวนอร์มอลที่มีโอกาสทางธุรกิจค่อนข้างสูง เนื่องจากวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 คนหันมาใช้บริการสั่งสินค้าผ่านช่องอีคอมเมิร์ซทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น ถือว่าเป็นผลดีทำให้ธุรกิจของบริษัทในฐานะผู้ให้บริการขนส่งสินค้าที่มีเครือข่ายทั่วมากกว่า 190 ประเทศ สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ พร้อมช่วยผลักดันให้ภาพรวมรายได้และกำไรบริษัทฯเติบโตตามไปด้วย” นายเกตติวิทย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะพัฒนาให้หุ้น LEO เป็นหุ้นบลูชิพ ที่มีความมั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำ และในการลงทุนระยะยาว หุ้น LEO จะเป็นทั้งหุ้นที่เติบโตเร็ว (Growth Stock) และหุ้นปันผล (Dividend Stock) โดยดูได้จากการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเม็ดเงินที่ได้รับจากการระดมทุนจะถูกนำไปใช้เพื่อต่อยอดธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงหวังว่าหุ้น LEO จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างคับคั่งและได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนแบบนี้ตลอดไป

ดังนั้นบริษัทวางเป้าหมายปี 65-66 จะมีผลประกอบการเติบโตสูงถึงระดับ 30-40% จากปี 63 โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ ประมาณ 410 ล้านบาท บริษัทจะนำไปลงทุนธุรกิจ Leo Self-Storage & E-Fulfillment Center จำนวน 2 โครงการ ซึ่งใช้งบประมาณ 80 ล้านบาท ภายในปี 2565 โดยคาดว่าปี 65-66 จะมีรายได้โตถึง 200% จากปี 63 ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้เพียง 1% โดยให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 40% เมื่อเทียบกับขนส่งทางอากาศ 25-30% ส่วนขนส่งทะเล 20-24% ขณะที่ขนส่งทางบก 30%

ขณะที่เงินระดมทุนส่วนที่เหลือ จะพัฒนาระบบขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศเมียนมาร์งบประมาณ 10 ล้านบาท ภายในปี 2565 ขยายพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ ใช้งบประมาณ 60 ล้านบาท ภายในปี 2565 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทและเงินทุนในการเข้าร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ประมาณ 239 ล้านบาท ภายในปี 2564

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเข้าซื้อกิจการเข้ามาเพิ่มเติม 2-3 ราย ทั้งในประเทศ และแถบประเทศ AEC โดยแบ่งเป็นในประเทศไทย จะมองในธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ เพราะบริษัทมีฐานลูกค้ากว่า 1,200 ราย หากมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งทางอากาศ เชื่อว่าจะเสริมศักยภาพให้แก่ธุรกิจได้ ส่วนการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศมองเป็นธุรกิจการขนส่งระหว่างประเทศ โดยบริษัทที่จะเข้าลงทุนจะต้องมีรายได้ 100-200 ล้านบาทต่อปี และไม่มีผลขาดทุน มีกำไรโตต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมั่นว่าบริษัทจะมีเงินทุนเพียงพอต่อการขยายกิจการ เพราะมีเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงินเพียง 20 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวคาดว่าปลายปี 64 จะเห็นความชัดเจนอย่างน้อย 1 ราย

“ถ้ามองในแง่ของรายได้เราจะขึ้นลงตามค่าระวางเรือ และอากาศ แต่แม้จะขึ้นลง อัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิเรายังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นไม่อยากให้มองเราที่ตัวเลขรายได้ ให้มองที่อัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรสุทธิ การบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มผลกำไร สะท้อนจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 60% ดังนั้นหลังเข้าตลาดเราคาดหวังมีอัตราการเติบโตอย่างรุนแรง” นายเกตติวิทย์ กล่าว

นายชาญชัย กงทองลักษณ์ กรรมการอำนวยการ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน รวมทั้งผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ LEO เปิดเผยว่า จากการที่หุ้น LEO เหนือราคาจองซื้อสะท้อนให้เห็นถึงความน่าสนใจของบริษัทฯ และผลตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ประกอบกับธุรกิจด้านโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักสำคัญในภาคเศรษฐกิจและการค้า และมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งจากการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายหลังการชะลอตัวจากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท

ทั้งนี้คาดว่าบริษัทฯ จะใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ ประมาณ 410 ล้านบาท บริษัทฯจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ลงทุนธุรกิจ Leo Self-Storage & E-Fulfillment Center จำนวน 2 โครงการ ซึ่งใช้งบประมาณ 80 ล้านบาท ภายในปี 2565 พัฒนาระบบขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศเมียนมาร์งบประมาณ 10 ล้านบาท ภายในปี 2565 ขยายพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ ใช้งบประมาณ 60 ล้านบาท ภายในปี 2565 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ และเงินทุนในการเข้าร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ประมาณ 239 ล้านบาท ภายในปี 2564

“การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ของ LEO ในครั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันมากขึ้น และมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งผลักดันให้ธุรกิจบริษัทฯเติบโตต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน โดยมั่นใจว่า LEO จะเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีศักยภาพและให้ผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุน” นายชาญชัย กล่าว