Official Update :

วิเคราะห์งบ 8 บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่มีผลกับนักลงทุนกว่า 7 แสนคน

ช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของปี 63 แล้ว นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเกือบปลายปีมีเรื่องราวมากมายที่เข้ามามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นบ้านเรามาโดยตลอด ซึ่งในช่วงต้นปีก็มีความกังวลกันว่าเศรษฐกิจทั่วโลกในตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงถดถอย (Economic Recession) โดยในทางหลักเศรษฐศาสตร์ กล่าวไว้ว่า คือภาวะที่เกิดขึ้นของการเติบโตของ GDP ติดลบอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (อย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน) ง่ายๆคือ การหดตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยการเติบโตของ GDP ติดลบ

อย่างไรก็ตามในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว และเข้าสู่ภาวะถดถอยนั้น ก็มีโรคระบาดใหญ่ที่ส่งออกจากจีนมายังทั่วโลก ไวรัส COVID - 19 ส่งอิทธิพลการระบาดกระจายออกไปเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค.63 จากนั้นใช้เวลาไม่นานก็แพร่ระบาดอย่างหนักมายังประเทศไทยในช่วงเดือนเม.ย.63 ส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องสั่งประกาศ Lock Down ประเทศ ชนิดที่ว่าคนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า ทั้งนี้ไวรัส COVID - 19 เริ่มกระจายไปยังทวีปยุโรปและทางฝั่งอเมริกาจนทำให้รัฐบาลประเทศผู้มีอำนาจของโลกหลายแห่งสั่งใช่มาตราการ Lock Down เช่นกัน

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกมาตลอดเป็นระยะเวลา 6-7 เดือน การประกาศ Lock Down สั่งปิดเมืองมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าหลากหลายชนิดไม่สามารถวางจำหน่ายได้ รวมถึงห้างร้านโรงแรมสถานที่ที่พักต่างๆจำเป็นต้องปิดตัวลง และเป็นครั้งแรกที่สายการบินทั่วโลกจำเป็นที่จะต้องหยุดบิน

ตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงกันต่อเนื่อง โดยในช่วงเดือนมี.ค.ดัชนีตลาดหุ้นไทย ตอบรับยอดกระแสการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในประเทศ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลายๆแห่งปรับลดกันไปเป็นว่าเล่น รวมถึงกระทบต่อยอดขายรายได้และกำไรให้ลดลงตามกันไปด้วย วันนี้ Wealthy Thai จะพาไปดูว่าผลงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นไทยที่มีผู้ถือหุ้นรวมกันกว่า 7แสนชีวิต

เริ่มกันที่หุ้นใหญ่อย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่มีผู้ถือหุ้นอยู่กว่า 149,614 คน ทำผลงานในครึ่งปีแรกท่ามงานสภาวะราคาน้ำมันดิบที่ลดลงต่อเนื่อง จากความต้องการลดลง โดยมีรายได้ในครึ่งปีแรก จำนวน 843,122 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 10,498 ล้านบาท บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า กำไรสุทธิไตรมาส3/63 จะทำได้ 14,000ล้านบาท ลดลง 31% จากปีก่อน แต่จะเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาส2/63 ซึ่งได้แรงหนุนโดยผลประกอบการที่ดีขึ้นของ PTTEPและ IRPC และธุรกิจก๊าซ โรงแยกก๊าซ และน้ำมันฟื้นตัว

ขณะที่แนวโน้มไตรมาส4/63 มีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ก๊าซเพิ่มขึ้น ปริมาณขายของโรงแยกก๊าซดีขึ้น แต่ธุรกิจโรงกลั่นยังไม่ดี โดยเฉพาะค่าการกลั่นดีเซลที่อ่อนแอลง ทำให้มองว่าปี 63 กำไรสุทธิจะลดลง 36% เมื่อเทียบกับปี 62 แต่ในปี 64 จะฟื้นตัวดีขึ้นกำไรสุทธิจะกลับมาเติบโต 54% เมื่อเทียบกับปี 63 ยังคงคำแนะนำซื้อให้ราคาพื้นฐาน 43 บาท

ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ในฐานะบริษัทยักษ์ที่มีผู้ถือหุ้นกว่า 99,374 คน ทำผลงานในช่วง 6 เดือน มีรายได้ 46,256 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,258 ล้านบาท ล่าสุดประกาศงบไตรมาส3/63ออกมาแล้วสรุปว่ามีกำไรสุทธิ 1,618ล้านบาท ลดลง 23% เมื่อเทียบจากปีก่อน เพราะตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น(ECL) เพิ่มขึ้นเป็น 6,863 ล้านบาท ขณะเดียวกันบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า แนวโน้มไตรมาส4/63มีโอกาสที่กำไรจะอ่อนตัวลงเนื่องจากคุณภาพหนี้ที่อาจแย่ลงอีก ภายหลังการครบกำหนดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ จึงปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 63 ลงแต่ยังคาดว่าจะเติบโต 48% จากปีก่อน หรือทำได้ 10,697ล้านบาท

ด้านบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL หนึ่งในหุ้นขวัญใจมหาชน ที่มีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้น 97,382 คน มีรายได้ใน 6เดือนแรกไปแล้ว 273,880 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8,532 ล้านบาท โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด คาดการณ์ว่า CPALL รายงานกำไรไตรมาส 3/63 อยู่ที่ 4,100ล้านบาท ลดลง 27% จากปีก่อน เนื่องจากอัตรา EBIT ที่ลดลงในสู่ระดับ 5.4% (-83 bps) เพราะสัดส่วนรายได้ที่สูงขึ้นจาก MAKRO ที่มีกำไรต่ำและยอดขายสาขาเดิมของร้านสะดวกซื้อที่ลดลงกว่า -13%

สำหรับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในฐานะบริษัทลูกของปตท. จึงทำให้มีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นรวมกัน 90,173 คน ในงวด 6เดือนแรกผลประกอบการได้รับผลกระทบจากความต้องการผลิตภัณฑ์เคมิคอลส์ที่ลดลง จึงทำให้มีรายได้ 167,194 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 7,113 ล้านบาท บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด คาดไตรมาส 3/63 จะมีกำไรสุทธิ 809 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป และอะโรมาติกส์

ขณะที่บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการทางด่วนและรถไฟฟ้า มีจำนวนผู้ถือหุ้น 78,665 คน ในครึ่งปีแรกปี 63 มีรายได้ ล้านบาท 6,721 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 659 ล้านบาท บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด คาดการณ์ว่ากำไรปกติไตรมาส 3/63 จะลดลง 10% จากปีก่อน แต่ถือว่าปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดหลังรัฐผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และการเปิดภาคการศึกษาของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในช่วงต้นไตรมาส3/63

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ผู้นำให้บริการธุรกิจโรงพยาบาลรายใหญ่ในไทย มีนักลงทุนให้ความสนใจถือหุ้น รวมประมาณ 72,404 คน ในครึ่งแรกปี 63 มีรายได้ 34,189 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,025 ล้านบาท โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรสุทธิไตรมาส3/63 อยู่ที่ 1,321 ล้านบาท ลดลง 54% จากปีก่อน แนวโน้มดีขึ้นจากผู้ป่วยในประเทศที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้น

ทั้งนี้คงกำไรสุทธิปี 63 ไว้ที่ 6,273 ล้านบาท ลดลง 59% สะท้อนผลประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 แต่คาดในปี 64 กำไรสุทธิจะมีกำไรสุทธิ 9,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากปี 63 ภายใต้สมมติฐานว่าผู้ป่วยต่างชาติกลับมาใช้บริการ

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ปัจจุบันมีนักลงทุน 61,624 คน มีรายได้ในงวดครึ่งแรก จำนวน 43,253 ล้านบาท แต่มีผลขาดทุนสุทธิ 801 ล้านบาท จากปริมาณขายถ่านหินและก๊าซธรรมชาติลดลง บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดไตรมาส3/63 จะขาดทุนสุทธิ 751 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่จะขาดทุนลดลงจากไตรมาส2/63 เพราะราคาถ่านหินที่ลดลง

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มีนักลงทุนถือหุ้น 52,299 คน ในครึ่งปีแรกมีรายได้ 30,224 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 10,221 ล้านบาท MINT เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุกาณ์ระบาดของไวรัสโควิด19 ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า MINT จะรายงานขาดทุนสุทธิ 6,000ล้านบาท ซึ่งขาดทุนลดลงจากไตรมาส2 โดยธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารทยอยฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่หลายประเทศผ่อนคลายมาตรการ lockdown

ในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้หลายประเทศในทวีปยุโรป เช่นอังกฤษ อิตาลี เยอรมนี มีการประกาศ lock down รอบที่ 2 ดังนั้นจะต้องจับตาดูว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่บริษัทยักษ์ใหญ่ดำเนินธุรกิจจะยังมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้หรือไม่