ถึงเวลาช้อปหุ้นเครื่องดื่ม-ขนมขบเคี้ยว รอการฟื้นตัวการบริโภคที่กำลังกลับมา?
การอุปโภคบริโภคในประเทศในหากมองในแง่ของความต้องการใช้ก็อาจจะกระเตื้องขึ้นได้บ้าง หลังจากที่ประชาชนเริ่มฉีดวัคซีนกันมากขึ้น จึงทำให้อัตราการเสียชีวิตจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ลดต่ำลง ส่งผลให้ประชาชนเริ่มทยอยกลับมาใช้ชีวิตปกติเหมือนทั่วไปกันมากขึ้น ถึงแม้เม็ดเงินกำลังซื้อจากภาคประชาชนอาจจะยังไม่เข้าสู่ระบบมากขึ้นก็ตาม แต่การที่มีดีมานด์ก็จะส่งผลดีไปยังผู้ผลิตสินค้าเพื่อรองรับ
โดยกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว หลายบริษัทต่างเตรียมออกแคมเปญ หรือผลิตภัณฑ์สินค้าชนิดใหม่เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากประชาชนผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังจะเริ่มพลิกฟื้นกลับ แต่อย่างไรก็ตามจุดแข็งของแบรนด์สินค้าเองนั้นจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึงช่องทางการจำหน่ายที่ไม่ใช่เพียงตลาดในประเทศไทยเท่านั้นยังจะต้องมีความสามารถกระจายไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย
ในครั้งนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมกลุ่มหุ้นในอุตสาหกรรมผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวที่มีแบรนด์สินค้าสามารถดึงดุดลูกค้าและเป็นที่รู้จักในตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศรายใหญ่ของไทย ชนิดที่เรียกว่าเพียงแค่เอ่ยชื่อแบรนด์ของสินค้าก็ต้องรู้ได้เลยว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของผู้ผลิตรายใด เช่น เครื่องดื่มคาราบาว เป็นที่รู้กันว่าคือหุ้น CBG และเครื่องดื่มชูกำลังอีกยี่ห้อหนึ่งอย่าง M-150 นักลงทุนก็พอจะเดาได้ว่าเป็นของ OSP
ขณะที่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มประเภทชาเขียวรายใหญ่ของไทย ที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อชาเขียวของไทยอย่าง อิชิตันนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของ ICHI อย่างไรก็ตามทาง ICHI ไม่ได้มีเพียงแค่เครื่องดื่มประเภทชาเขียวอย่างเดียว ยังมีเครื่องดื่มหลายๆประเภทอย่างอื่นด้วย ส่วนแบรนด์สินค้าขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของไทยอย่างเบนโต และขนมขาไก่โลตัส รวมถึงเจเล่ ไลท์ นักลงทุนก็คงพอจะเดาได้เพราะเป็นหุ้นที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่อย่าง SNNP
พื้นฐานและปัจจัยที่ต้องติดตาม
เริ่มกันที่ SNNP ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ยกให้เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม F&B ประจำปี 65 แต่ด้วยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 30% จากต้นปีทำให้ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER65 ที่ 32.9 เท่า สูงที่สุดในกลุ่มที่เราทำการศึกษาทั้งหมด
อย่างไรก็ตามถึงแม้มีโอกาสปรับประมาณการขึ้น แต่ด้วยสถาณการณ์ COVID-19 กระทบการเดินทางออกนอกบ้านและไตรมาส 1/65 คาดว่าจะเป็นจุดต่ำที่สุดของปี ดังนั้นจึงขอรอดูสถานการณ์และผลกระทบในไตรมาส 1/65 ก่อน ทำให้การปรับประมาณการขึ้นจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงสั้น ราคาหุ้นสะท้อนกำไรไตรมาส 4/64 ที่คาดว่าจะทำ All time high ไปแล้ว ยังคงประมาณการกำไรปี 65 ที่ 458 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.3% จากปีก่อน คงราคาเป้าหมายสิ้นปี 65 ที่ 15.10 บาท
ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองเห็นประเด็นที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการคือ กำลังขยายไปยังตลาดอินโดนีเซียซึ่งมีศักยภาพสูง และสินค้าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการ ทำให้คาดว่าฐานกำไรของ SNNP ที่เคยผันผวน จะแข็งแกร่งขึ้นโดยคาดระดับกำไรรายไตรมาสที่ 100 ล้านบาทขึ้นไป และคาดไตรมาส 1/65 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี จากผลของฤดูกาล ที่จะมีการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากในเพื่อสต๊อกไว้และทยอยจะ Restocking ในช่วงไตรมาส 2/65 ขึ้นไป
มาส่วนมุมมองของหุ้น ICHI นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการในปี 65 ที่จะกลับมาเติบโตเด่นหลังสถานการณ์และปัจจัยกดดันต่างๆคลี่คลาย หนุนด้วยการเติบโตของกลุ่มเครื่องดื่ม Non-Tea และธุรกิจ OEM ที่จะเริ่มมีสัดส่วนรายได้ที่ชัดเจนมากขึ้น คงคำแนะนำ ”ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 14.40 บาท
ปัจจุบันซื้อขายด้วยPER65 เพียง 23 เท่า ยังต่ำเมื่อเทียบกับ CBG, OSP และ SNNP ที่ 28 เท่า, 26 เท่า และ 33 เท่าตามลำดับ เชิงกลยุทธ์เรามอง Downside จำกัดแล้ว แนะนำสะสมรอการฟื้นตัวของราคาหุ้นที่กำลังจะเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจในไตรมาส 2 /65 บริษัทเริ่มรุกธุรกิจ Non-Drink หลังประกาศเข้าลงทุนในบริษัท พรีดิกทีฟ จำกัด ICHI จะได้ประโยชน์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่เครื่องดื่มผสมสารสกัดจากกัญชง (CBD) คาดจะเป็นรายแรกในตลาด วางจำหน่ายปลายไตรมาส 1/65 ซึ่งยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ ส่วนไตรมาส 2/65 จะเริ่มรับรู้รายได้ OEM จากกลุ่ม ASAHI และมีโอกาสได้เห็นสินค้าใหม่กลุ่มเครื่องดื่มอัดแก๊ส (Carbonated Drink) เป็นครั้งแรกโดยที่ใช้กำลังการผลิต ของเครื่องจักรเดิมไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่การฟื้นตัวของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศหนุนกำไรปี 65
ด้านของหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง CBG ที่เริ่มปี 65 มาไม่เท่าไหร่ราคาหุ้นก็ถือว่าถูกที่สุดในรอบ 2 ปี จึงอาจจะเป็นจุดหนึ่งที่พอจะเรียกความน่าสนใจได้ ประกอบกับหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง ส่งผลให้การบริโภคทั้งในประเทศ และ กลุ่มประเทศ CLMV เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ประกอบกับ ราคาอลูมิเนียมปรับตัวลง หนุนอัตราการทำกำไรของ CBG ให้สูงขึ้น
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินกำไรสุทธิปี 65 ของ CBG ไว้ที่ 3.7 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 23% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลัก จากการส่งออกฟื้นตัว โดยคาดยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังทั้งในประเทศ และกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตขึ้น 20 - 25% และคาดว่ายอดขายผ่านตัวแทนจำหน่ายจะเติบโตขึ้นอย่างน้อย 50%
ขณะที่ ยอดขายในประเทศจีนปีนี้ คาดจะอยู่ที่ 1.4 - 1.5 พันล้านบาท โตขึ้น 50% หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง และมีแผนเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ ที่มีส่วนผสม CBD ในไตรมาส 1/65 อีกทั้งยังมีปัจจัยหนุน จากการควบรวมและซื้อกิจการ หรือ การเป็นพันธมิตรเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ จากช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมของบริษัท (CJ Express 700 - 800 สาขา และ Took Dee 4,000 สาขา)

