วิเคราะห์ตลาดหุ้นเมื่อการเมืองร้อน “หุ้นมักจะขึ้น 5- 6 % ก่อนการเลือกตั้ง”
การเมืองไทยกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อม สส. อีก 20 คน ออกจากการเป็นสมาชิกของพรรค ทำให้หลายฝ่ายจับตารอว่าสมาชิกทั้ง 21 คน จะย้ายเข้าไปอยู่สังกัดพรรคใด หลังจากนี้บทบาทหน้าที่ของ พปชร. ในการบริหารจัดการบ้านเมืองยังราบรื่นหรือไม่ มีโอกาสที่จะเกิดการยุบสภาเร็วกว่ากำหนดไหม และหากมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยขนาดไหน โดย Wealthy Thai ได้ต่อสายไปยัง คุณอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เพื่อเก็บความเห็นมาฝากนักลงทุน
โดย คุณอภิชาติ กล่าวว่า การขับ ร.อ.ธรรมนัส ออกจากพรร พปชร. ยังไม่มีผลกระทบกับตลาด เป็นเพียงการประสานรอยร้าวและประนีประนอมกลุ่มอื่นๆ มากกว่า เพราะพรรคพปชร. มีปัญหาภายในอยู่แล้ว เห็นได้จากการที่ ร.อ.ธรรมนัส ถูกปลดออกจากคณะรัฐมนตรี ตลาดจึงยังไม่ได้ให้น้ำหนักว่าประเด็นดังกล่าวจะนำไปสู่การยุบสภา เนื่องจาก
1.การยุบสภายังไม่น่าจะเกิดขึ้นในครึ่งปีแรก เพราะรัฐบาลต้องแก้ไขกฏหมายลูก 2 ฉบับ นั่นคือ กฏหมายพรรคการเมืองและกฏหมายการเลือกตั้ง สส. ซึ่งตอนนี้ยังค้างคาอยู่ที่สภา
และ 2. หากเกิดการยุบสภาขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลน่าจะเสียเปรียบ เพราะความนิยมของประชาชนตกลง จากการแก้ไขปัญหาของแพง
ดังนั้น มองว่ารัฐบาลน่าจะยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด เพื่อดำเนินการแก้ไขกฏหมายทั้ง 2 ฉบับ ให้เสร็จสิ้น ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการยุบสภาในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 เนื่องจากพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะครบวาระในช่วงต้นปี 2566 ซึ่งการยุบสภาก็จะเป็นไปตามกลไกของการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส จะหันไปเข้ากับพรรคใด
“ปกติการยุบสภาจะเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลมีปัญหาหรือทุกอย่างดำเนินเสร็จสิ้นแล้ว แต่ตลาดมองว่ายังไงก็จะเกิดการยุบสภา ซึ่งเป็นการยุบเพื่อกติกาใหม่ จะไม่ได้เกิดขึ้นทันที ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน ส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับตลาดหุ้น ส่วนใหญ่ตลาดจะตอบสนองในเชิงบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพราะคาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หากดูสถิติย้อนหลังตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ มามากกว่า 40 ปี จะพบว่าตลาดหุ้นจะตอบสนองประมาณ 5-6% ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 3-4 เดือน” คุณอภิชาติ กล่าว
การชุมนุมยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
การชุมนุมยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่อง หากเป็นการชุมนุมไม่นานเหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นผลกระทบชั่วคราว แต่หากการชุมนุมยกระดับขึ้นได้และขยายวงกว้างออกไป อาจมีน้ำหนักกับตลาดหุ้นมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นปัจจัยตรงนั้นจึงยังไม่ได้น้ำหนัก ตลาดน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นก่อน และรอติดตามว่าปัจจัยการเมืองนอกสภาจะมีพัฒนาการแบบไหน และค่อยประเมินอีกครั้ง
แนะเก็บหุ้น Value และ Dividend
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงครึ่งปีแรกเป็นช่วงที่ท้าทายการลงทุน เพราะอัพไซด์จำกัดและราคาหุ้นค่อนข้างสูง แต่ปัจจัยที่กดดัน คือ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้นโยบายการเงินเปลี่ยนจากผ่อนคลายเป็นเข้มงวดขึ้น ดังนั้นในช่วงเวลาที่นโยบายการเงินเปลี่ยนแปลงและเงินเฟ้อพุ่งสูงนั้น แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้น Value และหุ้น Dividend ที่จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคในช่วงเวลานี้ไปได้ เช่น ADVANC, EGCO, DTAC, KKP, SPALI, WHA
