อนาคตหุ้น OR เป็นอย่างไร กับราคาร่วงจากจุดสูงสุด 33.69 %
OR เป็นหุ้นที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดหุ้นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ นับตั้งแต่ที่เข้า IPO ในต้นปี 2564 ด้วยราคา 18.00 บาท และการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทำให้หุ้น OR ปรับตัวได้โดดเด่นทำจุดสูงสุดในปีเดียวกันถึง 36.50 บาทต่อหุ้น
แต่ความคึกคักนั้นอยู่ได้ไม่นานราคาหุ้นถูกกกดดันด้วยปัจจัยต่างๆมากมาย ทำจุดต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในวันที่ 27 ม.ค. 65 ราคาลงมาเหลือ 24.20 บาท หรือลดลงจากจุดสูงสุด 33.69 % ในขณะที่นักวิเคราะห์ยังประเมินอย่างมีความหวัง ว่าปี 2565 จะเป็นปีของการเติบโต แต่ยังเจอกับแรงกดดันจากการตรึงน้ำมันดีเซลของภาครัฐที่กระทบกับค่าการตลาดของบริษัทในเวลานี้
ความเคลื่อนไหวของหุ้น OR ในเชิงกราฟเทคนิค ต้องบอกว่า มีความท้าทายที่สูงมาก เพราะหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังหาจุดต่ำสุดไม่เจอ ทิศทางของราคาหุ้นปรับตัวลดลงแบบไร้แนวรับ

แต่ในเชิงพื้นฐานนั้นนักวิเคราะห์มองว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ปี 2564 นั้นยังมีความหวัง และคาดว่าการฟื้นตัวของปัจจัยพื้นฐานในแง่ของผลประกอบการจะดีขึ้นต่อเนื่องมาถึงปี 2565 ด้วย โดย บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า ทิศทางในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาเริ่มฟื้นตัวแล้ว ทางฝ่ายคาดหลังการผ่อนคลายมาตรการมากขึ้นในไทยส่งผลให้กิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณขายน้ำมันเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับธุรกิจ non-oil ที่คาดจะดีขึ้น หลังภาครัฐอนุญาตให้กลับมานั่งทานในร้านได้อีกครั้ง ขณะที่การดำเนินงานในตปท. คาดจะได้ผลบวกจากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม คาดแนวโน้ม กำไรอ่อนลงจากการขอความร่วมมือในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ซึ่งคาดจะทำให้ค่าการตลาดในกลุ่มน้ำมันได้รับผลกระทบ แต่หากเทียบกับผู้ประกอบการในกลุ่มค้าน้ำมันด้วยกันสัดส่วนการขายดีเซลของ OR จะอยู่ที่ราว 46% ของยอดขายน้ำมัน
ขณะที่สถานีบริการที่บริษัท ดำเนินการเองมีไม่เกิน 20%ของจำนวนสถานีบริการทั้ง หมดทำให้ OR จะได้รับผลกระทบน้อยสุดในกลุ่ม คาดจะกระทบกับกำไรราว 200 ล้านบาท/เดือน
อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายคาดการดำเนินงานปี 2564 จะดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีกำไรสต็อกน้ำมันเข้ามา และในส่วน non-oil มีกาไรที่ดีขึ้นด้วย
มุ่งสู่ non-oil มากขึ้น
บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในกลุ่ม non-oil มากขึ้น โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อผลิตให้ครบวงจรด้วยเงินลงทุนทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาทประกอบด้วย
1) ศูนย์กระจายสินค้า 1,700 ล้านบาท
2) โรงคั่วกาแฟ 800 ล้านบาท
3) โรงงานเบเกอรี่ 470 ล้านบาท
4) โรงงานผงผสม 720 ล้านบาท
5) ลงทุนเพิ่มเครื่องคั่วกาแฟอีก 800 ล้านบาท
อีกทั้ง ยังมีการเข้าซื้อธุรกิจในกลุ่ม non-oil หลายแห่งเพื่อขยายธุรกิจให้หลากหลายมากขึ้น มีเป้าจะเพิ่ม EBITDA กลุ่มดังกล่าวให้เป็น 35% ในปี 2568 จากปัจจุบันอยู่ที่ 18% คาดว่าในช่วงแรกของการลงทุนจะยังไม่มีนัยต่อการดำเนินงานเนื่องจากธุรกิจใหม่ที่เข้าไปลงทุนนั้นมีกำไรไม่มากหากเทียบกับธุรกิจเดิมที่มีอยู่
อีกทั้ง ยังรับรู้เพียงแค่ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานเท่านั้น แต่สิ่งที่จะดีขึ้นในอนาคตหลังขยายร้านเหล่านี้เข้าสู่สถานีบริการของบริษัทมากขึ้น จะช่วยขยายฐานรายได้ให้เพิ่มขึ้น
คาดผลดำเนินงานปี 2565 คาดยังดีต่อเนื่อง
ทางฝ่ายคาดการดำเนินงานปี 2565 ยังดีต่อเนื่องหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายจะหนุนให้ปริมาณขายน้ำมันดีขึ้น ทั้งในส่วนรถยนต์และเครื่องบิน อีกทั้ง คาดธุรกิจที่ลงทุนไปก่อนหน้า โดยเฉพาะในส่วน non-oil จะเริ่มดำเนินการผลิตได้ทั้งในส่วนเบเกอรี่และโรงคั่วกาแฟซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงและมีกำไรที่ดีขึ้น รวมถึงการลงทุนใหม่ ๆ จะเริ่มให้บริการในสถานีบริการมากขึ้น
ขณะที่ในส่วนสถานีบริการน้ำมันนั้น นอกจากการให้บริการด้านน้ำมันแล้ว ยังจะขยายสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้เป็น 300 แห่งจากเป้าปี 64 ที่ 100 แห่ง เช่นเดียวกับการดำเนินงานในต่างประเทศคาดจะดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน
คงแนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐาน 29 บาท
ทางฝ่ายยังชอบโมเดลการทาธุรกิจของ OR ที่เน้นขยายการดำเนินงานไปสู่ non-oil มากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้นจากธุรกิจหลัก และรองรับการเปลี่ยนแปลงวิถีใหม่มากขึ้น อีกทั้ง หากรัฐมีการผ่อนคลายมาตรการราคาขายน้ำมันดีเซลจะทาให้ค่าการตลาดกลุ่มน้ำมันดีขึ้นด้วย
