NUSA ยันถือหุ้น “วินด์ เอนเนอร์ยี่” ไม่ใช่การ “แบ็คดอร์ ลิสติ้ง” มั่นใจรายได้ปีนี้ทะลุ 3 พันล้านบาท
นาย วิษณุ เทพเจริญ บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) หรือ NUSA เปิดเผยว่า จากกรณีที่บริษัทได้มีแผนจะเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) จำนวนไม่เกิน 8,755,000 หุ้น หรือคิด 8.04% ของจำนวนหุ้นที่จดทะเบียนและชำระแล้วของ WEH จากผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยของ WEH มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 405 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3,545,775,000 บาท
ทั้งนี้บริษัทคาดว่าดีลการซื้อขายหุ้น WEH จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนมี.ค.65 ขณะเดียวกันในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะเข้าไปซื้อหุ้น WEH เพิ่มเติมอีก หลังจากที่ล่าสุดบริษัทได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจโดยธุรกิจพลังงานถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัทได้อนาคต โดยมีโอกาสที่จะเข้าลงทุนธุรกิจพลังงานอื่นๆเพิ่มเติม เช่นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการพลังงานลมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
นอกจากนี้บริษัทขอยืนยันว่าการเข้าไปซื้อหุ้นของ WEH และที่ได้มีการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงเป็นผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยของ WEH นั้นไม่ได้เป็นการเปิดช่องทางให้ “วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง” เข้าตลาดหุ้นแบบทางอ้อมเหมือนตามที่หลายฝ่ายมีข้อสงสัย
สำหรับเป้าหมายรายได้ปี 65 บริษัทวางเป้าจะมีรายได้ จำนวน 3,000 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามเร่งขายโครงการในสต็อกที่มีอยู่ รวมถึงการทยอยขายที่ดินเปล่า ซึ่งคาดจะมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวประมาณ 1,700 ล้านบาท และจะมีรายได้จากธุรกิจสุขภาพ ประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากยอดจำหน่าย ATK ที่ในช่วง 4 เดือนมียอดขายแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท และผลของการที่บริษัทเข้าไปซื้อโรงพยาบาลพานาซี พระราม 2
โดยบริษัทคาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะเริ่มพลิกกลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป หลังจากที่ได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ขณะเดียวกันบริษัทคาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่กว่า 3,500 ล้านบาท ได้ภายในปี 66 ด้วยการมีกระแสเงินสดและผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจที่เข้ามา
นอกจากนี้ยังมองว่ากรณีที่ราคาหุ้นของบริษัทอยู่ในระดับ 1.30 บาทนั้น ถือเป็นตัวที่สะท้อนแค่เพียงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่บริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมกับแผนธุรกิจการปรับโครงสร้างของบริษัทที่จะมีธุรกิจเวลเนส ,ธุรกิจด้านเกษตรอุตสาหกรรม ,ธุรกิจพลังงาน (Energy) , ธุรกิจเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม ดังนั้นจึงเชื่อว่าในอนาคตราคาหุ้นอาจจะสะท้อนจากการปรับโครงสร้างของบริษัทในครั้งนี้
นาย วิษณุ กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมปรับโครงสร้างเป็น “โฮลดิ้ง คอมพานี” (Holding Company) ภายในปี 2565 นี้โดยจะ ทรานส์ฟอร์มมุ่งเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างกำไรของบริษัทในอัตราสูง ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเวลเนส ( Wellness) 2.ธุรกิจด้านเกษตรอุตสาหกรรม (Agriculture-Industry) 3.ธุรกิจพลังงาน (Energy) 4.ธุรกิจเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม (Technology & Platform) และ 5.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่สนับสนุนธุรกิจเวลเนสได้อย่างมีศักยภาพ"
ทั้งนี้ บริษัทจะทยอยจำหน่ายแลนด์แบงค์ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาทออกไปภายในปี 2565 นี้ โดยปัจจุบันได้พิจารณาขายหุ้นใน “เลเจนด์ สยาม พัทยา” (Legend Siam Pattaya) ออกไปบางส่วน และในเบื้องต้นคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,300 ล้านบาท ที่สามารถรับรู้รายได้เข้ามาภายในไตรมาส 2/2565 นี้
อีกทั้งบริษัทจะมุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจ 'Medical Technology' เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและบริการทางการแพทย์ครบวงจร พร้อมกันนี้บริษัทยังตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่องานวิจัยและเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทย ในชื่อ “หมอฮัลโหล” (MORHELLO) เป็นแพลตฟอร์มเพื่อสุขภาพและการแพทย์ที่ผู้บริโภคจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ IT หลากหลาย
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย มากว่า 5 ปี โดยร่วมลงทุนกับนักลงทุนชาวจีนในการทดลองปลูกพืชกัญชงหลากหลายสายพันธุ์ จนได้สายพันธุ์ที่สามารถให้สารสกัด CBD ในปริมาณสูง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจกัญชงครบวงจรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยปัจจุบันบริษัทได้มีใบอนุญาตนำเข้าเมล็ดพันธ์กัญชงสายพันธุ์คุณภาพ ใบอนุญาตปลูกพืชกัญชงบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ และอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตโรงงานสกัดสารสำคัญจากพืชกัญชง โดยคาดว่าจะสามารถสกัดสารและจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ได้ภายในปี 2565 นี้
