STEC ประกาศขายหุ้นหมอชิตแลนด์ให้ BTS ฟันกำไร 130 ลบ. แต่ยังมีงานก่อสร้างอีก 8 พันลบ.
ก่อนหน้านี้บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด จากบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ U ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ในราคาซื้อขายรวมทั้งสิ้น 4,320 ล้านบาทบาท ใช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา
แต่เวลาผ่านไปเพียงแค่ปีกว่าๆ ล่าสุด STEC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติอนุมัติให้ บริษัทเข้าผูกพันตามสิทธิหน้าที่และความรับผิดในการเข้าทำสัญญาขายหุ้นสามัญของบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด จำนวน 29,550,000 หุ้น โดย มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 27.25 บาท คิดเป็น 100% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4,450 ล้านบาท ให้กับ BTS
โดยบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีที่ดินจำนวน 63 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลจอมพล อำเภอจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ดินรวมประมาณ 11 ไร่ 0 งาน 40.7 ตารางวา (มีงานก่อสร้างบนที่ดินดังกล่าวตามสัญญาว่าจ้างระหว่าง บริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด ผู้ว่าจ้าง กับบริษัทฯ ผู้รับจ้าง) โดยผู้ซื้อไม่ได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563
ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท พิจารณาแล้วโดยไม่มีการคัดค้าน เห็นว่าการขายหุ้นสามัญของบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด ภายใต้สถานการณ์การเกิดโรคระบาด COVID-19 จะทำให้บริษัทได้รับเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในบริษัท รายการจึงมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์กับบริษัท และผู้ถือหุ้น
บันทึกกำไร 130 ล้านบาท
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า เป็นมุมมองบวกต่อ STEC ในการได้รับเงินสดเผื่อในยามเกิดการระบาดของ COVID-19 และยังจะบันทึกกำไรจากการขายหุ้นครั้งนี้ก่อนภาษีราว 130 ล้านบาท
โดยก่อนหน้านี้ STEC ชื้อหุ้นหมอซิตแลนด์มาจาก U ในมูลค่า 4,320 ล้านบาท เพื่อจะพัฒนาเป็น หมอชิตคอมเหลักซ์ นอกจากนี้ STEC จะได้รับงานก่อสร้างหมอชิตคอมเพล็กซ์ที่ราว 8.0 พันล้านบาท แต่คาดว่าอัตรากำไรชั้นต้นจะไม่มากสำหรับโครงการนี้ โดยกำหนดการแล้วเสร็จคือปี 2567 จึงคงคำแนะนำ เต็มมูลค่า (Fully Valued) ราคาพื้นฐาน 12.00 บาท
ทางฝากฝั่งของ BTS รายงานอีกว่า บริษัทเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นทั้งหมด 100% ในบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด (หมอชิตแลนด์) ซึ่งประกอบธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงาน จาก STEC ในราคาซื้อขายรวมทั้งสิ้น 4,450 ล้านบาท นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัท อนุมัติเงินลงทุนโครงการหมอชิต คอมเพลกซ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เป็นจำนวนเงินประมาณ 9,940 ล้านบาท โดยมี STEC เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 67
สำหรับแหล่งเงินทุนสำหรับการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในหมอชิตแลนด์ และการลงทุนในโครงการหมอชิตคอมเพลกซ์ คาดว่าจะมาจากการขายทรัพย์สินและเงินลงทุนจากการบริหารจัดการเงินสภาพคล่องส่วนเกิน (Treasury Management) ตลอดจนกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน (สินเชื่อโครงการ)
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า มีมุมมองเป็นกลางต่อ BTS และเป็นบวกเล็กน้อยต่อ STEC โดยสำหรับ BTS หลังจากควบรวมหมอชิตแลนด์ จะคิดเป็น upside ต่อกำไรสุทธิปี 64 (เม.ย.63-มี.ค.64) เพียง 1-2% ด้านแหล่งเงินทุน มองว่าเพียงพอ โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/64 (เม.ย.-มิ.ย.63) บริษัทมีเงินสดในมือราว 3.8 พันล้านบาท อีกทั้ง หาก assume ว่าบริษัทกู้ยืมเงินทั้งหมดจะส่งผลให้ D/E เพิ่มเป็นเพียงราว 1.6 เท่า จากไตรมาส 1/64 ที่ 1.4 เท่า
สำหรับ STEC คาดจะบันทึก net gain จำนวน 104 ล้านบาท ซึ่งจะเป็น upside ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ราว 15% อีกทั้ง จะส่งผลให้ backlog เพิ่มขึ้นทันทีเป็น 8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม เราคาด margin โครงการดังกล่าวไม่มากนัก เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ BTS ด้วยราคาเป้าหมาย 12.50 บาท อิง SOTP และคงคำแนะนำ ถือ STEC ด้วยราคาเป้าหมาย 13.50 บาท อิง 2021E PER 18.9 เท่า
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บอกว่า ได้แนะนำ เก็งกำไร STEC ให้ราคาเป้าหมาย 12.4 บาท คาดมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้นในหมอชิตแลนด์ให้ BTS ราว 130 ล้านบาท (ก่อนภาษีฯ) โดยเรามอง slightly positive ต่อการขายหุ้นของหมอชิตแลนด์ จากได้กำไรจากการขาย และยังได้กำไรจากการก่อสร้างมาหนุน
ทั้งนี้คาดในไตรมาส 4/63 บริษัทจะบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นดังกล่าวราว 130 ล้านบาท (ก่อนภาษีฯ) หรือราว 104 ล้านบาท (หลังภาษีฯ) คิดเป็น upside ต่อประมาณการกำไรสุทธิ ปี 63 ราว +11% และเป้าหมายปี 64 ราว +1% (0.1 บาท/หุ้น) นอกจากนี้หลัง หมอชิตแลนด์ พ้นสภาพบริษัทย่อย เท่ากับ บริษัทสามารถรับรู้รายได้ก่อสร้างโครงการหมอชิตคอมเพล็กซ์เข้ามาในงบกำไรขาดทุนได้ (เดิมเราไม่ได้รวมไว้จากอยู่ในสถานะบริษัทย่อย) ซึ่งจะทำให้เกิด upside ต่อรายได้ 63-65 ราว 256/ 2,561/ 2,561 ล้านบาท หรือ +1%/+8%/+6% ตามลำดับ
ส่วนกำไรสุทธิ (ให้สมมติฐาน GPM ราว 5%) ใน 63-65 ราว 10/ 102/ 102 ล้านบาท หรือ +1%/+10%/+5% ตามลำดับ และ เป้าหมายราว 0.1 บาท/หุ้น หรือ +1% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามจากงานดังกล่าวเพิ่งเริ่มก่อสร้างไปได้ราว 2% และมีการเปลี่ยนเจ้าของ จึงมองว่าแม้ BTS จะประกาศว่าจะพัฒนาต่อ แต่ยังมีความเสี่ยงที่อาจจะมีการปรับแบบ หรือชะลอการก่อสร้างได้เช่นกัน
ขณะที่ upside จากดอกเบี้ยรับระหว่างรอชำระค่าหุ้น หมอชิตแลนด์ ให้กับ U โดยเดิม STEC ซื้อบริษัทดังกล่าวมาจาก U รวมราว 4,320 ล้านบาท มีกำหนดชำระแบ่งเป็น 4 งวด 1,300/ 1,000/ 1,000/ 1,020 ล้านบาท ในวันที่ 1 เดือน 11 ของปี 19/20/21/22 ตามลำดับ ซึ่งเท่ากับ STEC จะมีเงินหมุนเวียนที่ใช้ลงทุนชั่วคราวได้ก่อนที่จะต้องชำระค่าหุ้นให้ U ราว 2,020 และ 1,020 ล้านบาท ในปี 63-65 ตามลำดับ หรือคิดเป็น upside ต่อกำไรสุทธิปี 64-65 (สมมติฐานดอกเบี้ยราว 1.5%) 30/ 15 ล้านบาท หรือ +3%/ +0.8% และต่อเป้าหมาย ราว 0.03 บาท/หุ้น หรือ +0.2% อย่างไรก็ตามเราอยู่ระหว่างรอรายละเอียดเพิ่มเติมจากบริษัทในส่วนการการชำระเงิน
คงคำแนะนำ Trading Buy ที่ราคาเป้าหมาย 12.40 บาท/หุ้น ในระยะสั้นเราแนะนำให้รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองก่อน (เช่นเดียวกับกลุ่มรับเหมาฯงานรัฐอื่น) จากอาจมีแรงกดดันระหว่างทางจากความกังวลต่อการเปิดประมูลงานรัฐที่มาจากปัจจัยดังกล่าวได้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองผู้ที่รับความเสี่ยงได้สามารถซื้อเก็งกำไรบน การ bottom out ของ GPM ในไตรมาส 3/63 เป็นต้นไป การกลับมาฟื้นตัวของกำไรใน ปี 64 หลัง GPM ฟื้นตัวจากสัดส่วนงานโรงไฟฟ้าที่มี margin ดีเพิ่มขึ้น และงานที่ไม่มีกำไรอย่างโครงการรัฐสภาจบโครงการ และการฟื้นตัวของกำไรต่อเนื่องในปี 65 จากรายได้ที่เร่งตัวขึ้นหลังงานใหม่อย่างงานอาคารสนามบินอู่ตะเภา และโรงไฟฟ้าหินกองเร่งตัว ทั้งนี้ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ไม่แน่นอน กดดันแนวโน้มการได้งานในอนาคต ผลกระทบที่แท้จริงจาก cost overrun ยังไม่ชัดเจน
