หาจังหวะสอย 5 หุ้นเด่น รับกำไรไตรมาส 4 เติบโตไม่หยุด
เข้าสู่ช่วงเดือนก.พ.แล้ว นอกจากจะเป็นเดือนแห่งความรักของใครหลายๆคน ในแวดวงตลาดทุนก็ยังถือเป็นช่วงที่บริษัทจดทะเบียนได้รายงานผลประกอบการของงวดแต่ละปีอีกด้วย และครั้งนี้เอง Wealthy Thai ก็ได้รวบรวมหุ้นที่กำไรไตรมาส 4/64 จะออกมาเติบโตอย่างโดดเด่น
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด ที่ได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีประเด็นสำคัญอย่าง เดือน ก.พ. ถือเป็นเดือนของการประกาศงบการเงินปี 64 ซึ่งฝ่ายวิจัยดังกล่าว ระบุว่า แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารที่ประกาศงบการเงินแล้ว และมีแนวโน้มกำไรสุทธิปี 65 เติบโตต่อ เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว อีกทั้งได้รับประโยชน์หากดอกเบี้ยนโยบายมีการเพิ่มขึ้น อาทิ KBANK (ราคาเป้าหมาย 185 บาท) คาดกำไรสุทธิปี 65 เพิ่มขึ้น 2.2% มาอยู่ที่3.89 หมื่นล้านบาท, BBL (ราคาเป้าหมาย 155 บาท) คาดกำไรสุทธิปี 65 เพิ่มขึ้น 32.6% มาอยู่ที่3.51 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้นักวิเคราะห์ดังกล่าวยังบอกอีกว่า หุ้นที่คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย SMPC (ราคาเป้าหมาย 14.75 บาท) โดยคาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64 เพิ่มขึ้น 59.6% มาอยู่ที่ 175.2 ล้านบาท งบประกาศ 14 ก.พ
DOHOME (ราคาเป้าหมาย 30 บาท) คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64 เพิ่มขึ้น 146.1% มาอยู่ที่ 529 ล้านบาท งบประกาศ 17 ก.พ. MEGA (ราคาเป้าหมาย 74 บาท) คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64 เพิ่มขึ้น 46.2% มาอยู่ที่ 620 ล้านบาท งบประกาศ 23 ก.พ. ORI (ราคาเป้าหมาย 13.8 บาท) งบประกาศ 28 ก.พ. และ SPALI (ราคาเป้าหมาย 26.25 บาท) งบประกาศ 22 ก.พ.
SMPC กำไรจะดีกว่านี้หากไม่มีปัญหาขาดแคลนเรือ
หากสำรวจพื้นฐานรายตัวเริ่มตั้งแต่ SMPC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด ระบุว่า คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64 อยู่ที่ 175.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 59.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น5.0%จากไตรมาสก่อนเนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25% จาก 21.1% ในงวดไตรมาส 4/63 เนื่องจากมีสัดส่วนการขายถัง 3 ส่วน (ขนาดใหญ่) เพิ่มขึ้น ซึ่งมี Margin ดีกว่าถัง 2 ส่วน รวมถึงมีการผลักภาระต้นทุนเหล็กที่สูงบางส่วนให้กับลูกค้า โดยการเพิ่มราคาขายมากขึ้น
นอกจากนี้รายได้ขายสินค้าคาดเพิ่มขึ้นกว่า 28.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 1.26 พันล้านบาท เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่คาดยอดขายถังอยู่ที่ประมาณ 1.80 ล้านใบ ใกล้เคียงงวดไตรมาส 4/63 อีกทั้งอัตราส่วน SG&A to sales คาดลดลงมาอยู่ที่ 13.7% จาก 14.4% ในงวดไตรมาส 4/63
โดยรวมคาดกำไรสุทธิงวด 2564 อยู่ที่ 630.7 ล้านบาท คิดเป็น 94.7% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 64 ที่ฝ่ายวิจัยทำไว้ที่ 666 ล้านบาท (น้อยกว่าคาดประมาณ 5.3%) โดยยอดขายถัง LPG งวดปี 2564 คาดอยู่ที่ 6.9 ล้านใบ คิดเป็น 82.1% ของประมาณการยอดขายถังทั้งปี 64 ที่ 8.4 ล้านใบ
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์การขาดแคลนสายเรือมีจังหวะที่คลี่คลายลงบ้างในไตรมาส 4/64 ทำให้คาดปริมาณการขายฟื้นตัวเป็น 2.6 ล้านใบ น่าจะสร้างรายได้ 1,235.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 26.2%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนY เป็นรายได้ที่สูงสุดของปี
ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะยังอยู่ในระดับสูงที่ 24.5% เนื่องจากเพิ่มสัดส่วนการขายถังสามส่วนซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่าถังสองส่วน เจรจาปรับราคาขายขึ้นได้บางส่วนตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และขายแบบ FOB เพิ่มขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงจากอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเชื่อว่ายังควบคุมได้ดี ทำให้คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 เป็น 161.4 ล้านบาท 64 ฟื้น 2.4%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 82.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิ คาดลดลง 3.3%จากไตรมาสก่อน แต่เติบโต 46.5%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดจบปี 64 ด้วยกำไรปกติ 610.8 ล้านบาท เติบโต 9.9% จากปีก่อน โดยกำไรจะดีกว่านี้หากไม่มีปัญหาขาดแคลนเรือ
สำหรับปี 65-66 บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายถังแก๊ส 9.2 ล้านใบและ 10.6 ล้านใบ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 15% แต่เนื่องจากสถาการณ์ระวางเรือที่ยังหายาก ฝ่ายวิจัยคาดปริมาณการขายปี 65 น่าจะทำได้เพียง 8.5 ล้านใบ เพิ่มขึ้น 10.4% และเพิ่มขึ้น 12.9% เป็น 9.6 ล้านใบในปี 66 เมื่อสถานการณ์ระวางเรือกลับมาเป็นปกติ คาดกำไรปกติปี 65 โต 5.2%จากปีก่อน สูงกว่าเดิมที่คาดโต 3.6% เป็น 642.7 ล้านบาท แต่คงประมาณการกำไรปี 66 ที่ 696.5 ล้านบาท โต 8.4%จากปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.8% CAGR ในช่วงปี 64-66 เพิ่มราคาเป้าหมายเล็กน้อยเป็น 12.60 บาท คงคำแนะนำ ถือ
DOHOME ยอดขายสาขาเดิมโตมาก
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด ระบุว่า คาด DOHOME จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ที่ 529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.05%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 55.59% จากไตรมาสก่อน ตามรายได้จากสาขาเดิม(SSSG) ที่เติบโตอย่างมาก
คาด DOHOME จะรายงานรายได้รวมไตรมาส 4/64 ที่7,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 16.32% จากไตรมาสก่อน ตามรายได้จากสาขาเดิม SSSG ที่เติบโตมากถึง 38-40% หลังการทยอยออกมาของโครงการก่อสร้างภาครัฐในช่วงปลายปีส่งผลให้ ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างเติบโตดีมาก ประกอบกับการจัดโปรโมชั่น สินค้าในช่วงปลายปี ก็ส่งผลบวกต่อยอดขายสินค้า
ดังนั้นจึงปรับประมาณการรายได้ปี 64 เป็น 25,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.06% จากประมาณเดิมที่ 25,015 ล้านบาท และ คงประมาณการรายได้ปี 65 ที่ 33,030 ล้านบาท คามเดิม สะท้อนยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปลายปี 64 และ ปรับประมาณการกำไรสุทธิ ปี 64 เป็น 2,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.72%จากประมาณเดิมที่ 1,979 ล้านบาท และ ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ที่ 2,309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.74%จากประมาณเดิมที่ 2,292 ล้านบาท ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 65 ไว้ที่ 30 บาท (สมมติฐาน PE เฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 31.30 เท่า) จึงแนะนำ ซื้อ
MEGA ได้รับประโยชน์ผู้บริโภควิตามิน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บอกว่า แนะนำ “ซื้อ” จากการอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพและเภสัชกรรมที่แข็งแกร่ง และฐานะการเงินที่ดี โดยยังคงคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ที่ 564 ล้านบาท เติบโต 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 8%จากไตรมาสก่อน ตามการอัพเดทกับฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ แม้ ปี 65-66 จะไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่เชื่อว่ารายได้จะยังมั่นคงระหว่างการทำกำไรของธุรกิจที่อินโดนีเซีย และบรรลุเป้ารายได้สองเท่าในปี 68 จึงอัพเกรด MEGA เป็น “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเหมาะสมเดิมที่ 55.25 บาท
คาดรายได้ ไตรมาส 4/64 จะเติบโต 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อน Branded business คาดหนุนผลประกอบการโดยรวมต่อ โดยได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้บริโภควิตามิน/อาหารเสริมที่เพิ่มขึ้น (จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่คงการทานอาหารเสริมอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลจากผู้บริหาร) ด้านธุรกิจจัดจำหน่ายส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเมียนมาคาดจะลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8% จากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง/non-drug (ส่วนผลิตภัณฑ์ยาที่มีสัดส่วนกว่า c60-70% ยังคงดี)
ขณะที่ GPM คาดจะอยู่ที่ 43.1% เพิ่มขึ้นจาก 41.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาสก่อน จาก product mix ที่ดีขึ้น สินค้าคงคลังที่มีกำไรสูง รวมถึงจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจในฟิลิปปินส์ ขณะที่ SG&A to sales คาดจะทรงตัวทั้ง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ จากไตรมาสก่อน คาดปี 64 มีกำไรสุทธิ 2,014 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 1,392.65 ล้านบาท ส่วนปี 65 คาดกำไรสุทธิ 1,978 ล้านบาท
ORI ลุ้นปันผล 0.46 บาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 13.70 บาท มีมุมมอง slightly positive ต่อแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ที่ 794 ล้านบาท เติบโต 24%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 12%จากไตรมาสก่อน คาดกำไรสุทธิปี 64 ที่ 3.18 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 19%จากปีก่อน สูงกว่าคาดเดิมเล็กน้อย จากกำไรพิเศษจากการ sign โครงการ JV ที่มูลค่าสูงกว่าคาด ทั้งนี้ขณะที่แนวโน้มครึ่งหลังปี 64 เงินปันผลระหว่างกาลที่คาดจ่าย 0.46 บาท/หุ้น คิดเป็น dividend yield ราว 4% น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น
สำหรับปี 65 คาด ORI ยังโดดเด่นต่อ เนื่องจาก business plan ที่น่าจะกลับมา aggressive เปิดโครงการใหม่มากขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อน ในกลุ่ม low-rise ผ่าน BRI ที่เพิ่ง IPO ปลายปีที่แล้ว ในขณะที่ portfolio หลัก 75% เป็น condo ซึ่งยังมี backlog รอโอนสูงราว 15.8 พันล้านบาท (secured 85% ของยอดโอนคอนโด) น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวสนับสนุน โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ที่ 3.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน ซึ่งเป็น new record high
จึงคงคำแนะนำ BUY ที่ราคาเป้าหมายปี 65 เท่ากับ 13.70 บาท โดยจุดเด่นจาก residential business ยังมีช่องทางให้โตได้ผ่านการขยาย portfolio ในขณะที่มีหลายธุรกิจที ORI ลงทุนใน 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเข้ามาเป็นตัวต่อยอด new S-curve ในระยะถัดไป
SPALI กำไรอาจทำนิวไฮ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 2.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.5%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 29.6%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากกำไรดังกล่าวใกล้เคียงคาด กำไรทั้งปี 2564 จะอยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท สูงกว่าฝ่ายวิจัย และ Bloomberg Consensus คาดอย่างมีนัยสำคัญ
โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2565 ที่สูงถึง 4.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.4%จากปีก่อนมีสัดส่วนโครงการแนวราบถึง 88% ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการปี 2565 ยังแข็งแกร่งหนุนด้วย Backlog รอรับรู้เป็นรายได้ที่สูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น Secured Revenue จากประมาณการรายได้ทั้งปี 2565 ของเราแล้วกว่า 56%
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 25.25 บาท/หุ้น คาดการณ์เงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 64 ของฝ่ายวิจัยที่ 0.60 บาท/หุ้น มี Upside risk ที่ราว 17-25% หรือคิดเป็นปันผลงวดครึ่งหลัง 64 ที่ 0.70-0.75 บาท/หุ้น เทียบเท่า Dividend Yield ที่ระดับ 3.1-3.3%

