แกะรายได้ BTS-BEM มาจากไหน รถไฟฟ้าเป็นรายได้หลักหรือเปล่า
การเมืองที่เริ่มมีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง จากการชุมนุมของกลุ่มราษฎรเพื่อต่อต้านรัฐบาล และอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน โดยกระจายไปในหลายพื้นที่ ส่งผลต่อแรงกดดันตลาดหุ้นไทยให้ปรับตัวลดลงไปมากกว่า 50 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหายไปมากกว่า 5 แสนล้านบาท
นอกจากหุ้นกลุ่มใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องปรับตัวลดลงแรงแล้ว ยังมีหุ้นอีก 2 ตัวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่าง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BEM และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) BTS ที่เผชิญกับคำสั่งปิดการให้บริการทุกครั้งที่มีม็อบเกิดขึ้น
ความเสี่ยงแบบนี้ถึงแม้ว่า จะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็สร้างความไม่สะดวกสบายให้กับผู้เดินทางไม่น้อย เพราะต้องยอมรับกันตามตรงว่า ปัจจุบันการเดินทางโดยรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะใต้ดินหรือบนดิน เป็นเส้นเลือดหลักของการเดินทางในเขตกรุงเทพ และมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังรูปแบบการเดินทางอื่นๆ ด้วย ดังนั้นเราต้องมาดูกันว่า สัดส่วนรายได้ของการเดินทางทั้ง BTS และ BEM อยู่ที่เท่าไหร่กันบ้าง
จากการกราฟฟิกจะเห็นว่า BEM จะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า เพราะมีสัดส่วนรายได้จากทางด่วนที่เยอะ ในขณะที่ BTS มีสัดส่วนรายได้จากรถไฟฟ้าในระดับที่สูงกว่าอย่างชัดเจน
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินผลกระทบจากการชุมนุมและมีการปิดรถไฟฟ้าไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งคาดปัจจัยดังกล่าวจะเป็นปัจจัยลบต่อ BTS และ BEM โดยเบื้องต้นผลกระทบยังไม่มาก เนื่องจากการประกาศปิดในช่วงที่ผ่านมา เป็นการปิดแค่ช่วงเวลาและในบางวันปิดแค่บางสถานีในช่วงวันหยุดซึ่งมีการใช้รถไฟฟ้าไม่มาก
แต่หากการชุมนุมประท้วงมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและกระจายไปเป็นวงกว้าง อาจจะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิของ BTS และ BEM มากขึ้น โดยประเมินกรณีบริษัทประกาศปิดรถไฟฟ้าทุกสถานีชั่วคราวทุกๆ 1 วัน (ปิดทั้งวัน) จะกระทบประมาณการกำไรสุทธิของทั้ง 2 บริษัทใกล้เคียงกันที่ราว -0.5% ถึง -0.6% สำหรับกลุ่ม Ground Transport เรายังคงคำแนะนำ “Neutral”
แต่ในรายของ BTS นั้นมีปัจจัยเฉพาะตัวในเรื่องการต่ออายุสัมปทาน โดยบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ประเมินว่า ในกรณีการต่ออายุสัปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว 30 ปีนั้น กระทรวงการคลังไม่ขัดขยายอายุสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กลุ่มบีทีเอสนาน 30 ปี ยังต้องรอยืนยันจากที่ประชุมครม.ก่อน ว่าอนุมัติให้มีการร่วมทุนกับกทม.ในส่วนรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนขยาย ข้อดีคือได้ขยายสัมปทานเส้นปัจจุบันที่จะหมดอายุลงใน 9 ปีข้างหน้า แต่ก็ต้องบริหารจัดการให้ดีเพราะต้องรับเงื่อนไขที่ยากเช่นกันคือ ถูกกำหนดกรอบค่าโดยสารตลอดเส้นทางทั้งส่วนขยายและสัมปทานปัจจุบันเพียง 65 บาท รับหนี้กทม.ที่สูง รับรู้ผลการดำเนินงานสายสีเขียวเหนือส่วนขยายเพราะจะเข้าไปร่วมทุน อีกทั้งต้องมีส่วนจ่ายชดเชยให้กับ BTSGIF ที่ค่าโดยสารจะปรับลง
คำแนะนำ: ถือ ปัจจัยลบคือ การฟื้นตัวผู้โดยสารช้า และระยะสั้นมีแรงบั่นทอนจากการชุมนุมต้องหยุดให้บริการเป็นบางช่วง เงื่อนไขการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มเปลี่ยนไป มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ยกเว้นศาลตัดสินกลับไปใช้เงื่อนไขเดิม ความอ่อนแอลงของบริษัทในกลุ่มเช่น VGI และ U คาดว่าฐานะการเงินจะด้อยลง
ขณะที่มีภาระการลงทุนที่สูงในอนาคต ส่วนปีหน้าจะมีการเปิดสายสีชมพู-เหลือง ได้แค่บางส่วน แต่จะมีความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยจ่ายที่มากขึ้นส่วนปัจจัยบวกคือ ยังมีรายได้ E&M มาเกื้อหนุน และรายได้บริหารเดินรถเติบโตดี ราคาพื้นฐานเป็น 10.33 บาท
อย่างไรก็ตามแม้ในกลุ่มรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระยะสั้น อาจจะได้รับผลลบจากคำสั่งปิด แต่ในระยะยาวอาจเป็นโอกาสลงทุน เพราะกรุงเทพมหานคร จะมีการขยายรถไฟฟ้าเพิ่มแน่นอน และเป็นเมกะเทรนด์ในอนาคต ดังนั้นจะเป็นโอกาสหรือวิกฤติ นักลงทุนต้องคิดก่อนลงทุน
