Official Update :

เมื่อเงินเฟ้อสหรัฐฯสูงสุดในรอบ 39 ปี อาจดึงเงินเข้าไทยกว่า 7 หมื่นล้านบาท และจะมี 9 หุ้นนี้ที่ได้ประโยชน์?

จากกรณีที่สหรัฐฯ รายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ม.ค.65 ออกมาสูงกว่าคาด ที่ระดับ 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตลาดคาดการณ์กันว่าจะอยู่ที่ระดับ 7.3% ทันใดนั้นเองก็ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น คริปโตเคอร์เรนซี รวมถึง น้ำมันเกิดความผันผวนหนัก ขณะที่เงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐก็ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความกังวลของตลาดที่มองเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นเพื่อเป็นการสกัดเงินเฟ้อ


แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนชาวไทยอาจจะกังวล คือหลังจากที่เงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวเร่งขึ้นแบบนี้แล้ว จะมีผลกระทบต่อการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐที่จะปรับขึ้นเร็วกว่ากำหนดแล้วนั้น คือประเด็นการที่กังวลถัดมาคือแล้วจะกระทบกระแสเม็ดเงินจาก Fund Flow ที่จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา 5 วันทำการตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยติดต่อกันกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท


นายประกิต สิริวัฒนเกตุ  กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า เชื่อว่าจากการที่ตัวเลขเงินเฟ้อขอสหรัฐประกาศออกมามากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์นั้น จะไม่กระทบต่อกระแสเม็ดเงิน Fund Flow ที่จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ และหากย้อนดูในช่วงที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ายังมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพราะเป็นธีมของการ Restart


สำหรับกลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากที่ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐเป็นขาขึ้น และเชื่อว่าหากยังไม่มีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงก็จะทำให้ยังคงมีกระแสเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่และกลุ่มประกัน ขณะเดียวกันยังไม่สามารถประเมินได้ว่า Fund Flow จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าในช่วงนี้ยังมี Fund Flow ไหลเข้าหุ้นไทยอย่างแน่นอน


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า  จากตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาดอาจจะทำให้ Fund Flow ต่างชาติมีการลดการซื้อลงมาบ้าง แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่า Fund Flow จะยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 1/65 อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งหากดูจากสถิติตั้งแต่ในเดือนส.ค.ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อขายสุทธิสะสมกว่า 70,000 ล้านบาท และในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมียอดซื้อสะสมแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ดังนั้นทำให้มองว่ามีโอกาสที่จะมี Fund Flow ส่วนที่เหลือมาอีก 30,000 ล้านบาท เท่ากับว่าในไตรมาสที่ 1 เงินอาจไหลเข้าเกือบ 7 หมื่นล้านบาท


สำหรับกลุ่มหุ้นที่จะเป็นตัวรองรับเม็ดเงิน Fund Flow ประเมินว่ายังคงเป็นกลุ่มหุ้นใน SET50 ที่ราคาหุ้นยังไม่กลับไปสู่จุดเดิมในช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 และกลุ่มหุ้นที่มีสัดส่วนการถือครองหุ้นของ NVDR ในระดับต่ำเช่น BBL-TTB-DTAC-CPALL-HMPRO-LH-PTT-AOT และ SCC

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่