ไขคำตอบ! OR ปี 64 โต 30%มาจากอะไร ? อนาคตจะเติบโตได้หรือไม่ เมื่อรัฐตรึงราคาน้ำมัน
จะไม่หยิบยกขึ้นมาก็คงไม่ได้ สำหรับหุ้นมหาชนอย่าง OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่ของไทย ล่าสุดประกาศผลประกอบการปี 2564 รายงานกำไรสุทธิออกมาเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2563 รวมทั้งยังครองตำแหน่งมาร์เก็ตแชร์ปี 2564 เป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 42.2% ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เดือนมกราคมถึง เดือนธันวาคม ปี 2564 (โดยคำนวณรวมทุกผลิตภัณฑ์ยกเว้นน้ำมันเตาที่จำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต)
OR รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลประกอบการปี 64 มีกำไร 11,474.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.5% จากปี 63 ที่มีกำไร 8,791.06 ล้านบาท โดยมีรายได้ขายและบริการ 511,799 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19.4% จากปีก่อน และมี EBITDA จำนวน 20,335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4%
โดยภาพรวมผลการดำเนินงาน กลุ่มธุรกิจ Mobility ดีขึ้นจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันจะปรับลดลง 5.1% อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยหลักมาจากการมาตรการในการควบคุมอย่างเข้มงวด มีการล็อกดาวน์ทั่วประเทศไทยในบางช่วงของปี ส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศ รวมทั้ง OR ได้ช่วยบรรเทาภาระของผู้ประกอบการ Franchisee ร้าน Cafe Amazon ทุกสาขาดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นในค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย
สำหรับ กลุ่มธุรกิจ Global มีผลการดำเนินงานปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่มีการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดในบางประเทศ เช่นกัมพูชา และ สปป.ลาว ทำให้ภาพรวมปริมาณขายลดลง ประกอบกับกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม OR มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ลดลง 867 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยงผลิตภัณฑ์น้ำมันจำนวนสูงโดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในระลอกแรก อีกทั้งประมาณการค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตของลูกหนี้ลดลง เนื่องจากในปี 2563 ได้ตั้งประมาณการดังกล่าวของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยสมายล์ แอร์เวย์ จำกัด ที่ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง
หากสำรวจโครงสร้างของรายได้ขายและบริการในปี 2564 พบว่า กลุ่มธุรกิจ Mobility ยังมีสัดส่วนที่สูงถึง 91.1% เช่นเดียวกันกับสัดส่วน EBITDA ที่กลุ่มธุรกิจ Mobility สัดส่วนสูงถึง 75.6% ตามด้วย กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่มีสัดส่วน EBITDA อยู่ที่ระดับ 20.6%

หากเข้ามาสำรวจรายธุรกิจ พบว่า ในส่วนของรายได้ขายและบริการ กลุ่มธุรกิจ Mobility อยู่ที่ 475,537 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.7% ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีรายได้ขายและบริการ 16,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global รายได้ขายและบริการ 28,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.1%เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า รายได้ขายและบริการมีการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ สวนทางกับ EBITDA ที่มีการเติบโตเพียง กลุ่มธุรกิจ Mobility โดยมี EBITDA 15,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.3% ขณะที่ธุรกิจอื่นๆอย่าง กลุ่มธุรกิจ Lifestyle อยู่ที่ 4,190 ล้านบาท ลดลง 6.8% และกลุ่มธุรกิจ Global อยู่ที่ 742 ล้านบาท ลดลง 13.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ กลุ่มธุรกิจ Mobility มี EBITDA เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานสุทธิที่ลดลง โดยหลักจากค่าบริการการใช้คลังปิโตรเลียมที่ลดลง จากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสัญญาบางส่วนเป็นสัญญาเช่าช่วงตั้งแต่ไตรมาส 4/63 และค่าจ้างเติมน้ำมันอากาศยานที่ลดลง จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่รุนแรงขึ้นในปี2564 ส่งผลให้ปี 2564 มี EBITDA Margin ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% จาก 3.1% ในปี 2563
โดยกำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้น 2,894 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.2% เทียบกับปีก่อน เนื่องจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่เพิ่มขึ้น 0.18 บาท แม้ว่าปริมาณขายจะลดลง โดยหลักในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน จากผลิตภัณฑ์เบนซิน และดีเซล ซึ่งมีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่เพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจตลาดพาณิชย์ มีภาพรวมกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวลดลง สาเหตุหลักจากน้ำมันเตาและหล่อลื่นที่ต้นทุนปรับสูงขึ้นสำหรับเบนซิน และดีเซล มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรสูงขึ้นเช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน
สำรวจอนาคต OR
ในรายงานผลประกอบการปี 2564 ทาง OR ได้เปิดเผยแผน 5 ปี (ปี 2565 – 2569) วางงบลงทุนจำนวน 93,462 ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Mobility จำนวน 33,894 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่ 20,337 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจ Global ที่13,229 ล้านบาท และกลุ่ม Innovation & New Business ที่ 19,108 ล้านบาท และอื่นๆ 6,894 ล้านบาท
ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า OR รายงานกำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่ 2,297 ล้านบาท เติบโต 27% จากไตรมาสก่อน ลดลง 20%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่คาดราว 15% แต่ใกล้เคียงคาดการณ์ของตลาดจากอัตรากาไรขั้นต้นต่อลิตรที่ 0.98 บาท/ลิตรในไตรมาส 4/64 สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ 0.92 บาท/ลิตร โดยกำไรปกติฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน แม้มีแรงกดดันจากการควบคุมค่าการตลาดในช่วงเดือนต.ค. 64 เนื่องจาก
1.ปริมาณขายของธุรกิจน้ำมันที่ 6,476 ล้านลิตร เติบโต 24%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2.ปริมาณขายของ Café Amazon ที่ 87 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 28%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณขายของทั้งสองธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นจากการคลายมาตรการ Lockdown ในช่วงปลายไตรมาส 3/64 รวมถึงการเข้าสู่ช่วง High Season ของการเดินทางภายในประเทศในไตรมาส 4/64
อย่างไรก็ตามกำไรปกติลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก 1.มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐในเดือน ต.ค. 64 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลงเป็น 0.98บาท/ลิตร จาก 1.04 บาท/ลิตรในไตรมาส 4/63 และ 2.ค่าใช้จ่าย SG&A ที่สูงขึ้น 15% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อชดเชยผลกระทบจากการ Lockdown ในไตรมาส 3/64 ส่งผลให้กำไรปกติปี 2564 อยู่ที่ 11,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน สูงกว่าที่คาดไว้ราว 6%
ทั้งนี้ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2565 ลงราว 11% เป็น 11,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนผลกระทบจากค่าการตลาดที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับ 0.90-1.00 บาท/ลิตรในช่วงไตรมาส 1/65 (ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง YTD) ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีการประกาศใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลไม่เกิน 3 บาท/ลิตร (ปัจจุบันเก็บ 5.99 บาท/ลิตร) แต่มาตรการดังกล่าวจะสามารถชดเชยผลกระทบจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาลได้เพียงส่วนหนึ่ง จึงส่งผลให้ค่าการตลาดในช่วงไตรมาส 1/65 ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด
อย่างไรก็ตามคาดกำไรปกติปี 2565 ยังคงสามารถเติบโตได้จากปริมาณขายของธุรกิจ Non-oil ที่ฟื้นตัวเทียบปีก่อน ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เริ่มคลี่คลาย รวมถึงปริมาณขาย Jet Fuel ที่ฟื้นตัวตามปริมาณการเดินทางระหว่างประเทศ (คาดกลับมาใกล้เคียงกับช่วง Pre-COVID ในปี 2566)
ยังคงต้องรอ Upside จากการลงทุนตามแผนของบริษัท
ทั้งนี้ปรับราคาเหมาะสมของ OR ลงเป็น 25.50 บาท/หุ้น อิง PER65 ที่ 27 เท่า ใกล้เคียงกับราคาตลาด โดยมองว่าที่ระดับราคาปัจจุบัน OR ถือว่า Fully-Valued แล้วเนื่องจากซื้อขายอยู่บน PER65 ที่ 27 เท่า สูงกว่า PTG ที่ 14 เท่า แต่ใกล้เคียงกับ Petronas Dagangan (ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในมาเลเซีย) และ Starbucks (Global Champion ของธุรกิจร้านกาแฟ) ซึ่งซื้อขายอยู่บน PER65 ที่ 29 เท่า และ 28 เท่า ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม OR ได้มีการประกาศแผนการลงทุน 9.3 หมื่นล้านบาทระหว่างปี 2565-2569 ดังกล่าว โดยจะครอบคลุมทั้งการขยายเครือข่ายของธุรกิจเดิม การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเดิม การลงทุนในธุรกิจใหม่ และการทำ M&A เพื่อสร้าง Synergy เพิ่มเติม ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น การติดตั้ง EV Charger เพิ่มเติม 350 หัวจ่ายภายในปี 2565 การทำ Solar Rooftop ในสถานีบริการและ การลงทุนในธุรกิจใหม่เช่น Pomelo และ Gowabi ซึ่งจะเป็น Upside ให้กับ OR ในระยะยาว
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ ถือ ราคาพื้นฐาน 25 บาท โดยแนวโน้มปี 2565 เติบโตต่อ จากความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตามการเติบโตเศรษฐกิจ และยอดขายอาหาร & เครื่องดื่มเพิ่มขึ้นต่อด้วย บริษัทมีแผนขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน และสถานีชาร์จแบตฯ EV รวมถึงขยายผลิตภัณฑ์อาหาร กาแฟ และร่วมทุน & ซื้อกิจการเพิ่มเติม นอกจากนั้นยังจะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ด้วย
ลงทุนไป 4.5 พันล้านบาท แต่ยังไม่สร้างกำไรมีนัยสำคัญ
ส่วนทางด้านของบริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า valuations ปัจจุบันยังคงแพง คงคำแนะนำ ขาย ราคาเป้าหมาย 22.00 บาท โดยคาดการเปิดเมืองทำให้ปริมาณขายน้ำมันและ café amazon สูงขึ้น อย่างไรก็ตามยังระวังต่อแผนการใช้งบลงทุนของ OR เนื่องจากบริษัทได้ใช้เงินลงทุนไปกว่า 4.5 พันล้านบาทตั้งแต่กลางปี 63 แต่ยังไม่มีการลงทุนไหนสร้างกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
