GULF กับเงินลงทุนอีก “แสนล้าน” ที่พร้อมจะสร้างการเติบโตไม่หยุด
เป็นหนึ่งในหุ้นยอดนิยมตลอดกาล สำหรับ GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพราะนอกจากธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องแล้ว ยังมีสตอรี่การลงทุนใหม่ๆ มาสร้างสีสันและกระตุ้นราคาหุ้นให้คึกคัก ซึ่งผลงานไตรมาส 4/64 ที่กำลังจะประกาศนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรมีโอกาสจะทำ New high สูง จากธุรกิจโรไฟฟ้าและการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH นอกจากนี้ GULF ยังมี Upside จากโครงการใหม่ๆ รวมถึงมีความสามารถในการลงทุนได้อีกไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท!!
6 ปัจจัยหนุนไตรมาส 4/64 กำไรโต 98.5%
โดยคุณธีร์ธนัตถ์ จินดารัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดกำไรปกติของ GULF ในไตรมาส 4/64 มีโอกาสเติบโตต่อจากไตรมาสก่อนหน้าที่ทำ New high ไปแล้ว เนื่องจาก 1. High season ของ BKR2 ในช่วงเดือน พ.ย. 2564 แรงลมค่อนข้างดีมาก, 2. รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH เป็นไตรมาสแรก, 3. GSRC (โรงไฟฟ้า IPP) หน่วยที่ 2 เริ่ม COD ตามแผนในวันที่ 1 ต.ค. 2564, 4. ลูกค้า IU มีการใช้ไฟเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/64 หลังการคลาย Lockdown, 5. การรับซื้อไฟฟ้าจากโรง IPP ของ EGAT คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากที่ชะลอตัวในไตรมาส 3/64 และ 6. โรงไฟฟ้าโซลาร์ในเวียดนามควรมีรายได้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 จากการคลาย Lockdown ดังนั้น จึงคาดว่า GULF จะมีรายได้หลักที่ 14,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.0% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 53.4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ส่วนกำไรปกติทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 2,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 98.5% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน
ยังลงทุนได้กว่า 1.2 แสนล้านบาท
GULF ยังมีโครงการที่ประกาศไปแล้วและยังไม่รวมในประมาณการ เช่น โครงการลงทุนตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล กับ Binance, โครงการ Data center ร่วมกับ ADVANC และ Singtel, โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนขนาด 9.5 เมกะวัตต์ และโครงการเขื่อนใน สปป. ลาว ซึ่งเป็นโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ 2 โครงการ คือ Pak Lay ขนาด 770 เมกะวัตต์ ที่มีการลงนาม MOU ราคารับซื้อไฟกับ EGAT แล้ว และคาดจะลงนามใน PPA ภายในปีนี้ ขณะที่ Pak Beng ขนาด 912 เมกะวัตต์ คาดว่าจะลงนาม MOU ราคารับซื้อไฟกับ EGAT ได้ภายในไตรมาส 1/65 และลงนามใน PPA ได้ภายในปีนี้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการศึกษาและคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในครึ่งแรกของปีนี้ราว 1,000 เมกะวัตต์ ล้วนแต่เป็น Upside risk ต่อประมาณการ ซึ่ง GULF ผ่านการเพิ่มทุนมาแล้วทำให้มีเงินลงทุนมากพอในการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ณ สิ้นไตรมาส 3/64 อัตราส่วน Net IBD/E ของ GULF อยู่ที่ระดับ 2.2 เท่า เทียบกับ Debt covenant ที่ 3.5 เท่า ทำให้ GULF ยังมีเงินลงทุนในโครงการอื่นได้อีกไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท ส่งผลให้มีโอกาสลงทุนในโครงการใหม่ทั้งที่เป็นแบบ Green field และแบบ M&A ได้อีกจำนวนมาก และมากพอตามแผนการใช้เงิน ลงทุนของบริษัทที่ 74,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2565 – 2574 (ไม่รวมการ M&A) นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกในการระดมทุนผ่านการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินทุนได้ทั้งในส่วนของ GULF เองและบริษัทร่วม
แนะนำ TRADING ปรับเราคาเหมาะสมเป็น 54.50 บาท
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ใช้วิธี SOTP ในการประเมินมูลค่าแต่ละโครงการรวมเข้าด้วยกัน ปรับใช้ราคาเป้าหมาย INTUCH จากสิ้นปี 64 เป็นสิ้นปี 2565 เพิ่มขึ้นจาก 77 บาท เป็น 87.50 บาท รวมมูลค่าโครงการ Pak Lay และ Pak Beng ไว้ในราคาเป้าหมายใหม่ บนสมมติฐานสัดส่วนการถือหุ้นที่ 35% และ Full COD ปี 2576 (อีก 11 ปี) และกำไรต่อเมกะวัตต์ที่ 5 ล้านบาท ได้มูลค่าเพิ่มจากทั้ง 2 โครงการนี้ที่ 2.25 บาท และ 2.76 บาท ตามลำดับ ส่งผลให้ราคาเป้าหมายใหม่สิ้นปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 54.50 บาท แต่ยังมี Upside gain เพียง 7.9% จึงลด คำแนะนำลงเป็น TRADING ปัจจุบันเริ่มมี Valuation ค่อนข้างตึงด้วย PER ปี 2565 ถึง 40.8 เท่า แต่ยังมี Upside จากการ M&A ที่คาดว่าจะเริ่มเห็นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ช่วยลด PER และเพิ่ม Upside gain ได้ ซึ่งต้องรอความชัดเจน ประเมินว่าที่ระดับต่ำกว่า 50 บาท และน่าสนใจสะสม

