หุ้นไทยโดนลูกหลงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โบรกฯชี้จังหวะนี้ควรทยอยสะสม ซุ่มเก็บ 4 หุ้นใหญ่ที่มีแรงหนุนตลาด
สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครนระอุขึ้นอีกครั้งหลังจากที่รัสเซียรับรองเอกราชแคว้นลูฮันส์ (Luhansk) และโดเนตส์ก (Donetsk) ทางตะวันออกของยูเครน และสหรัฐตอบโต้รัสเซียผ่านการออกคำสั่งคว่ำบาตร โดยห้ามชาวอเมริกันทำการค้าหรือการลงทุนในแคว้นลูฮันส์ (Luhansk) และโดเนตส์ก (Donetsk) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการที่ส่วนใหญ่มีน้ำหนักไปในเชิงลบ จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงรุนแรง
โดยนายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า หากมองในสัญญาณทางเทคนิคยังคงเป็นแรงขายต่อเนื่อง หากดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดตลาดที่ระดับ 1,677 จุด นั่นอาจจะเป็นสัญญาณที่ส่งผลให้ดัชนีมีโอกาสจะไหลลงที่ระดับ 1,650-1,640 จุด
อย่างไรก็ตามมองว่าสถานการณ์ของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนไม่ได้มีผลกระทบต่อประเทศไทยมากนัก และเชื่อว่าในวันนี้ดัชนีจะไม่ปิดต่ำกว่าระดับ 1,677 จุด เพราะมองว่ากระแสเม็ดเงินจากต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทยได้ต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้จากการที่วานนี้ (21 ก.พ.65) มีเงินไหลเข้าพันธบัตรระยะสั้นกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งต่างชาติมองว่าไทยจะเป็น Safe Haven “ที่หลบภัย” ทางการเงิน
สำหรับกลุ่มหุ้นที่มองว่าในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงมาแบบนี้ น่าเข้าไปสะสมได้แก่กลุ่มอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ที่วานนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแต่กลุ่มดังกล่าวยังสามารถทรงตัวอยู่ได้ เช่น AOT-KBANK-CPALL-MAKRO
ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กรณีที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในระดับ 1,673 จุดนั้น มองว่าจะเป็นจุดที่ต่ำที่สุดแล้วของวันนี้ โดยเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนักจากสถานการณ์การตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน
โดยมองว่าในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะดีที่น่าจะทยอยกลับมาสะสมหุ้นในกลุ่มค้าลีก และเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่ประกาศผลการดำเนินงานปี 64 ออกมาในทิศทางที่ดี รวมถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 65 ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งมองว่าภาพของการลงทุนใน 1-2 สัปดาห์จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น
ทั้งนี้มีเหตุผลสนับสนุนคือ แม้ว่านักลงทุนจะกังวลว่าสงครามรัสเซียกับยูเครนจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเศรษฐกิจถดถอย และภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้ออาจสูงยาวกว่าคาดจากราคาน้ำมัน ซึ่งอาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ เพิ่มความระมัดระวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย และทำให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% ในรอบการประชุม 15-16 มี.ค. น่าจะมีความเป็นไปได้ต่ำลงอย่างมาก จึงมองเป็นปัจจัยบวกในอีกมุมหนึ่ง
