เปิดกลยุทธ์วิธีปรับตัว “หุ้นสื่อบันเทิง” เมื่อเม็ดเงินโฆษณากำลังไหลเข้าระบบ
ดูเหมือนว่าหุ้นกลุ่มบันเทิงจะกลับมาอยู่ในมุมที่นักลงทุนสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นสื่อบันเทิงขนาดใหญ่ 3 รายอย่าง ONEE,BEC และ WORK เพราะหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจต่างๆเริ่มฟื้นตัวขึ้น ก็คาดการณ์กันว่าเม็ดเงินโฆษณาจะกลับมาเข้าระบบได้อีกครั้ง โดยบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่ากลุ่มบันเทิงเป็นหุ้นได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง และการฟื้นตัวของเม็ดเงินโฆษณาที่มักจะโต 1.5-2 เท่าของ GDP
ดังนั้น เราจะพานักวิเคราะห์มาหาสาเหตุและลงลึกในรายละเอียดว่าหุ้นในกลุ่มสื่อบันเทิง โดยเฉพาะค่ายบันเทิงขนาดใหญ่ 3 เจ้า จะมีแนวโน้มอนาคตเป็นอย่างไร และผลการดำเนินงานที่มองกันว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้น โดนคำวิพากวิจารณ์กันว่าธุรกิจสื่อจะตาย เพราะมีสื่อกระแสที่เกิดขึ้นใหม่รอบด้าน การปรับตัวของสื่อเจ้าใหญ่จะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มสื่อบันเทิง ถือเป็นอีกกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง และการฟื้นตัวของเม็ดเงินโฆษณา ที่มักจะโต 1.5-2 เท่าของ GDP และคาดจะรายงานกำไรไตรมาส 4/64 ออกมาแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ประเมินว่ากลุ่มบันเทิงที่เป็นทีวี มีโอกาสฟื้นตัวตามเม็ดเงินโฆษณา ขณะเดียวกันการที่ Google เองจะเริ่มดำเนินการ cross-app tracking ที่จะทำให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ยากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความได้เปรียบของสื่อออนไลน์ที่มีต่อสื่อดั้งเดิมลดลง ซึ่งมองเป็นบวกกับผู้ประกอบการสื่อแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะที่มีคอนเทนต์ในมือแข็งแกร่ง
เมื่อปัจจัยภาวะรอบข้างมีส่วนในการช่วยหนุนนำให้แนวโน้มอนาคตของหุ้นกลุ่มสื่อบันเทิงกลับมามความน่าสนใจ แต่ขณะเดียวกันด้วยปัจจัยพื้นฐาน และผลการดำเนินงานที่จะออกมาของหุ้นกลุ่มสื่อเองนั้นจะสร้างความน่าสนใจได้มากน้อยขนาดไหนจะต้องอยู่กับผลงานของแต่ละบริษัท
กลยุทธ์ทางธุรกิจ
โดยหากมองในมุมพื้นฐานของหุ้นในกลุ่มสื่อบันเทิง อย่าง ONEE หรือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองภาพรวมปี 65 ดูสดใส และมีทิศทางการเติบโตในระยะยาวที่ดีซึ่งแนวโน้มผลประกอบการในปี 65 ปรับตัวดีขึ้นจากแผนธุรกิจใหม่ โดย ONEE เตรียมเปิดตัว F4 วงบอยแบนด์จากศิลปินหน้าใหม่ และมีแผนการตั้ง Academy เพื่อปั้นดาราหน้าใหม่
โดยมี Ecosystem รองรับจากบริษัทในกลุ่มที่หลากหลายทั้งธุรกิจเพลง ละครภาพยนตร์ ช่วยหนุนรายได้บริหารศิลปินและรายได้จากการขายสินค้าให้เพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์ จากการได้พันธมิตร OTT Platform รายใหม่อีก 2 รายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส1/65 และการนำเงินที่ได้จาก IPO มาพัฒนา OTT Platform เป็นของตนเอง
อีกทั้งความสำเร็จจากซีรีย์ แนนโน๊ะ ที่ฉายใน Netflix ทำให้ในอนาคต ONEE มีแผนจะร่วมลงทุนสร้าง Original Content ป้อนให้ OTT Platform ซึ่งจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียวพร้อมแผนการ Simulcast ละครไปยังต่างประเทศ อาทิ ประเทศ อินโดนิเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งได้ราคาขายโฆษณาที่ค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองว่าการเติบโตของรายได้จาก OTT Platform จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์ 21% เพิ่มขึ้นเป็น 25-28% และจากช่องทางต่างประเทศ 5% เพิ่มขึ้นเป็น 7-10% ภายในระยะเวลา 3-5 ปี ขณะที่รายได้จากธุรกิจหลักได้แก่รายได้จากการโฆษณาและประชาสัมพันธ์จะเติบโตขึ้นตามเม็ดเงินโฆษณาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ
ยังคงประมาณการกำไรปี 65-66 ไว้เท่าเดิม โดยยึดหลักอนุรักษ์นิยม แต่ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแผนงานต่างๆที่จะสร้างการเติบโตให้กับ ONEE ได้ในระยะยาวประเมินมูลค่าเหมาะสม ภายใต้วิธี DCF มีการปรับเพิ่ม Terminal Growth ขึ้นจากเดิม 2% เป็น 3% สะท้อนแผนธุรกิจเชิงรุกหลังเข้าระดมทุน IPO ได้ Fair Value ปี 65 อยู่ที่ 12.50 บาท แนะนำซื้อ
ข้ามมากันที่ ค่ายใหญ่อย่าง BEC ที่ผลงานในปีนี้คาดการณ์ว่าจะพลิกหันกลับมายังผลงานที่มีกำไร โดยล่าสุด BEC ได้จับมือร่วมกับ MPIC ผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ภายใต้ชื่อ “Big Movies Big Project” โดย BEC มีจุดแข็งทางด้านการผลิตละครและมีดาราชั้นนำในสังกัดรวมถึงมีช่องทางออกอากาศช่องโทรทัศน์และช่องออนไลน์ ส่วนทาง MPIC มีจุดแข็งทางด้านการผลิตภาพยนตร์และมีโปรเจคที่หลากหลาย ถือเป็นการนำจุดเด่นของทั้ง 2 ฝ่ายมารวมกัน
ฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อการประกาศการเริ่มต้นทำธุรกิจภาพยนตร์ใหม่ของ BEC ในครั้งนี้คาด BEC จะทยอยประกาศดีลธุรกิจเพลงและธุรกิจภาพยนตร์ใหม่ออกมาอีก 2-3 ดีลในปีนี้ ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปี 2565 ไว้เท่าเดิมตามแบบอนุรักษ์นิยม โดยฝ่ายวิจัยเชื่อว่ายังมี Upside จากดีลใหม่ๆที่จะทยอยประกาศออกมา ให้มูลค่าเหมาะสมปี 2565 อยู่ที่ 16.00 บาท แนะนำซื้อ
ปิดท้ายกันที่ WORK บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า WORK ถือเป็น TOP 5 ในกลุ่มทีวีดิจิทัล ซึ่งในปี 64 มีเรตติ้งอยู่ในอันดับ 5 ที่ 0.61% ในกลุ่มผู้ชมทั่วไปอายุ 4 ปี ขึ้นไป โดยจุดเด่นของ WORK ยังคงเป็นรายการในกลุ่มวาไรตี้/เกมส์โชว์เป็นหลัก ซึ่งจากแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตามการคาดการณ์จีดีพีของธปท. ในปี 65-66 ที่ 3.4% และ 4.7% จากปี 64 ที่ 0.9%
อีกทั้ง นีลเส็นฯและนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่/ธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) มีมุมมองไปในทางเดียวกันว่างบโฆษณารวมปีนี้จะโต 3-7% จากปีก่อน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ COVID-19 อีกทั้ง ผู้ลงโฆษณาสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น โดยสื่อที่ฟื้นตัวได้ดีจะเป็นสื่อทีวีดิจิทัลที่มีสัดส่วนในงบโฆษณามากสุด จากการเข้าถึงกลุ่มคนได้มากที่สุด และสื่อออนไลน์ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้รวดเร็วและวัดผลได้
นอกจากนี้ WORK ได้ประกาศผังรายการใหม่ให้ครอบคลุมผู้ชมมากขึ้นเพื่อดึงเม็ดเงินโฆษณา ทั้งรายการวาไรตี้/เกมส์โชว์/ซิตคอม รวมถึงรายการกีฬา และกลับมาทำละครอีกครั้ง จะช่วยหนุนรายได้ทีวีและดิจิทัลของ WORK ที่เป็นรายได้หลัก และหากสามารถกลับมารับจ้างจัดงานและทำละครเวทีได้อีกครั้ง ก็น่าจะเห็นธุรกิจ 2 ส่วนนี้มีรายได้ฟื้นตัวเข้ามาเสริมธุรกิจทีวี
ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ปรับกำไรในปี 65 ขึ้นเป็น 401 ล้านบาท จากเดิม 374 ล้านบาท โต 152.2% จากปีก่อน แต่ยังคงคาดกำไรปี 66 ที่ 508 ล้านบาทไว้ ยังคงราคาพื้นฐานปี 65 ที่ 25 บาทราคาหุ้นตอบรับแนวโน้มธุรกิจที่ฟื้นตัวบ้างแล้ว จึงปรับแนะนำลงเป็น “ทยอยซื้อ” จาก “ซื้อ”

