PTT คาด ปี65 รายได้สูงกว่า 2.2 ล้านล้านบาท จากผลของราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง พร้อมเดินหน้าผลิตรถ EV เพื่อจำหน่ายต้นปี 67
นาย อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า รายได้ปี 65 จะเติบโตมากกว่าในปี 64 ที่มีรายได้ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท หากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่าในปี 64 โดยประเมินค่าการกลั่นในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 4-5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งมากว่าในปี 64 ที่ทำได้เพียง 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครนนั้น จะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบในด้านของการขาดแคลนพลังงานที่จะใช้ในประเทศ แต่อาจจะมีผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบไปยังราคาก๊าซ ที่ยอมรับว่าในปีนี้จะเพิ่มสูงกว่าปีก่อน
ขณะที่ความคืบหน้า แผนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่เกินในช่วงไตรมาส 2/64 จะสรุปแผนการลงทุนขั้นสุดท้าย โดยหากอนุมัติการลงทุนได้นั้น เบื้องต้นคาดจะใช้เงินลงทุนในเฟสที่ 1 จำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฟสแรกคาดจะเริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ จำนวน 50,000 คันต่อปี ซึ่งจะเริ่มในช่วงไตรมาสที่ 1/67 และเฟส 2 จะขยายกำลังการผลิตเป็น 1.5 แสนคันต่อปี นอกจากนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแพลตฟอร์มผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร
ส่วนกรณีที่ PTT เตรียมงบลงทุน ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนหลัก อีกจำนวน 238,032 ล้านบาท ตามกรอบวิสัยทัศน์ Future Energy and Beyond นั้น จะทยอยการลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้า และธุรกิจ Ev value chain ซึ่งจะทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจดังกล่าวเพิ่มเป็น 30% ในปี 2573 ของรายได้รวมจากเดิมอยู่ในระดับไม่เกิน 5%
สำหรับ งบลงทุน 5 ปีของ PTT ใน (พ.ศ. 2565-2569) อยู่ที่ 102,165 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนในธุรกิจหลักอย่างก๊าซธรรมชาติกว่า 80% เช่น โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 เพื่อทดแทนโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 1 และโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 8 และธุรกิจท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 รวมถึงสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แห่งที่ 2 (หนองแฟบ) โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3
