ส่องกำไร 3 หุ้นใหญ่ลีสซิ่งปี64 TIDLOR ครองแชมป์เติบโตสูงสุด
ปีที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มลีสซิ่งต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการล็อกดาวน์ การแข่งขันในตลาดที่รุนแรง และความกังวลเกี่ยวกับมาตรการควบคุมสินเชื่อเช่าซื้อ ฯลฯ กดดันการเติบโตของกำไรในแต่ละไตรมาส ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าปี 2564 ภาพรวมกำไรสุทธิของหุ้นในกลุ่มจะออกมาเป็นอย่างไร ล่าสุด 3 หุ้นใหญ่ในกลุ่มลีสซิ่ง อย่าง SAWAD, MTC และ TIDLOR ได้ประกาศผลประกอบกkiออกมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง Wealthy Thai ก็ไม่พลาดที่จะนำข้อมูลมาฝาก
SAWAD ราคาหุ้นปรับลงมาก น่าสนใจลงทุน
มาเริ่มที่ SAWAD หรือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปี 2564 บริษัทมีกำไรสุทธิ 4,722.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิ 4,508.33 ล้านบาท จากรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงรายได้จากธุรกิจใหม่นายหน้าประกันชีวิตและวินาศภัยที่เติบโตดี นอกจากนี้อีกส่วนหนึ่งมาจากการปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อกระจายความเสี่ยง และมีความหลากหลายทางธุรกิจไม่พึ่งพิงเพียงธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง
โดยปี 2565 บริษัทมีแผนเปิดตัวธุรกิจใหม่ ‘สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า’ซึ่งเป็นความร่วมมือของบริษัทและพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในวงการ Electric Equipment ทำให้พอร์ตธุรกิจของ SAWAD มีความหลากหลายและสามารถกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจ ขณะเดียวกันพร้อมเดินหน้าจับมือร่วมกับพันธมิตรใหม่เพื่อหาโอกาสใหม่ในการเติบโตของธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าขยายสาขาที่ให้บริการครอบคลุมในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นอีกกว่า 500 สาขา รวมเป็น 5,500 สาขาทั่วประเทศ
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดปีนี้ SAWAD จะมีผลดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น แม้มีแรงกดดันจากทั้งทิศทาง Asset Yield ของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ยังปรับขึ้นได้ยาก ตามการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น และคาดบริษัทจะกลับมาตั้งสำรองตามปกติ จากที่มีการโอนกลับเงินสำรองราว 455 ล้านบาท ในปี 2564 แต่ปัจจัยลบดังกล่าวจะถูกชดเชยด้วยพอร์ตสินเชื่อที่คาดจะกลับมาเติบโตได้ดี สอดรับกับแผนขยายสินเชื่อใหม่ราว 20-30% หลังเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว ทำให้บริษัทมี Risk Appetite ที่สูงขึ้น นอกจากนี้คาด SCAP (ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล) จะเข้ามีบทบาทต่อผลดำเนินงานมากขึ้น บวกกับธุรกิจใหม่อย่าง Buy Now Pay Later ที่เน้นสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้บริการที่สาขาของ SAWAD ที่คาดจะได้รับการตอบรับดีจากคนในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เป็นกลุ่ม Unbanked รวมทั้งคาดรายได้ค่าธรรมเนียมจะขยับสูงขึ้น หนุนจากการขายประกันภัยให้กับพันธมิตรที่จะสูงขึ้นตามยอดสินเชื่อใหม่ และค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการสินเชื่อให้กับเงินสดทันใจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คาดว่า SAWAD จะมีกำไรสุทธิปี 2565 ราว 4,917 ล้านบาท โต 4.1% อย่างไรก็ตาม ประเมินช่วงสั้น SAWAD ยังถูกกดดันจากการแข่งขันจากผู้เล่นรายเก่าและรายใหม่ที่ตั้งเป้าเร่งขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนผลดำเนินงานที่ชะลอตัวลงไปมากพอสมควร จนปัจจุบันราคากลับมามี Upside ราว 31.6% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 76 บาท และล่าสุดประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1.8 บาท คิดเป็น Div. Yield 3.1% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
MTC ระระยาวยังเติบโตแข็งแกร่ง
ด้าน MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิปี 2564 ที่ มีกำไรสุทธิรวม 4,945 ล้านบาท ลดลง 5.16% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,213 ล้านบาท จากการแข่งขันในตลาดสินเชื่อทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลในระดับรากหญ้าจะมีความรุนแรง และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 โดยปี 2565 บริษัทตั้งเป้าไว้จะขยายพอร์ตสินเชื่อ 25-30% แตะที่ระดับ 100,000 ล้านบาท และมีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็น 6,500 สาขาให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่มาใช้บริการมากขึ้น
นักวิเคราะห์จากบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ในปีนี้ MTC จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่จะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Opex) ที่สูง NIM และรายรับค่าธรรมเนียมที่อ่อนแอ ซึ่งการที่จะมียอดสินเชื่อโตแกร่ง บริษัทจำเป็นต้อง 1.เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด, 2.จ่ายค่าธรรมเนียมอัตราพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ และ 3.ไม่มีการบังคับขายประกัน ซึ่ง MTC เชื่อว่าลูกค้ามาเพื่อกู้เงินไม่ใช่มาซื้อประกัน ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2565-2566 ลงเพื่อสะท้อนต้นทุนเครดิตที่สูงขึ้นและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-nii) ที่ลดลง แนะนำ ซื้อ และลดราคาเป้าหมายเหลือ 63 บาท
TIDLOR ปี 65 ทิศทางกำไรดีต่อเนื่อง
และสุดท้าย TIDLOR หรือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 3,169 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 2,416 ล้านบาท จากธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและนายหน้าประกันภัยที่เติบโตดี รวมถึงการควบคุมต้นทุนทางการเงินและอัตรา NPL ให้อยู่ในระดับต่ำ ส่วนปี 2565 วางเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 300 แห่ง เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงการให้บริการแก่ลูกค้า
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า TIDLOR ตั้งเป้าสินเชื่อปี 2565 เติบโตถึง 20-25% สอดคล้องกับการขยายสาขาและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้ารายได้ค่านายหน้าประกันภัยก็จะเติบโตถึง 30-35% ขณะที่ตั้งเป้า Credit cost ปี 2565 จะต่ำกว่า 1.5% และยังคงรักษา Coverage ratio ในระดับสูงต่อเนื่อง คาดกำไรสุทธิปี 2565 จะเติบโต 23% จากแนวโน้มสินเชื่อและรายได้ค่านายหน้าประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/65 จะฟื้นตัว ทั้งจากไตรมาส 4/64 และไตรมาส 1/64 ทั้งนี้ TIDLOR ประกาศจ่ายปันผลเป็นหุ้นในสัดส่วน 13 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ และเงินสด 0.274 บาท โดยฝ่ายวิเคราะห์กำหนดราคาเป้าหมายปีนี้หลัง XD เท่ากับ 42 บาท โดยยังแนะนำซื้อระยะ กลางถึงยาว รับการฟื้นตัวของธุรกิจปีนี้

