SCBS คาดต.ค. ดัชนีอาจทำจุดต่ำสุด ชี้ 1,200 เป็นจุดน่าซื้อสะสม!!

SCBS ประเมินตลาดหุ้นเดือนต.ค. ทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/63 จาก Covid-19 ที่ยังกดดันทั่วโลก ประเมินหากดัชนีลงแตะ 1,200 จุด น่าซื้อสะสม แนะ 3 ธีมลงทุน หุ้น defensive ที่มีคุณภาพสูง-หุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักร-หุ้นขนาดเล็กที่มีแนวโน้มจะเติบโตโดดเด่น

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นในเดือนต.ค. จะเป็นจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/63 หากดัชนีปรับตัวลงมาแตะที่ระดับ 1,200 จุด มองว่าเป็นจุดที่น่าสนใจเข้าซื้อสะสม ทั้งนี้ ติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในเดือน พ.ย. 63 ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตลงทุนอีกครั้ง โดยมองเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ที่ 1,300 จุด

ส่วนปี 2564 คาดว่าดัชนีจะอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด โดยยังโดนกดดันจาก Covid-19 ซึ่งเราเชื่อว่าช่วงครึ่งหลังของปีน่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องวัคซีนออกมา น่าจะช่วยทำบรรยากาศการลงทุนและเศรษฐกิจทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนะนำธีมการลงทุน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. Core Portfolio เน้นลงทุนหุ้น defensive ที่มีคุณภาพสูง เช่น BAM, BDMS, CBG, EGCO, GFPT, 2. Tactical Portfolio เน้นหุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรเศรษฐกิจในประเทศที่มีคุณภาพดี เช่น AP, PTT, TOP และ 3. S-Curve Portfolio เน้นลงทุนหุ้นขนาดเล็กที่มีแนวโน้มจะเติบโตโดดเด่นและแข็งแกร่ง เช่น AUCT, IIG, PRIME, SVI, WICE และ ZIGA

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/63 ยังน่าเป็นห่วงจากปัจจัยเสี่ยง 3 ข้อ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าและไม่มีความแน่นอน โดยตัวเลขเศรษฐกิจอาจชะลอตัวจากการระบาดของ Covid-19 รอบสองที่เกิดขึ้นหลายประเทศทั่วโลก, 2. นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจจะตึงตัวขึ้น ถ้าโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี เนื่องจากไบเดนวางแผนที่จะปรับเพิ่มขาดดุลการคลังประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 10 ปี เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐในส่วนของสวัสดิการสังคมและโครงการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งนี้ ยังวางแผนจัดหาเงินทุนสนับสนุนการเพิ่มขาดดุลการคลังด้วยการเพิ่มรายได้ภาษีสู่ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

และ 3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุด 2 ประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนระหว่างสหรัฐฯและจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของสหรัฐฯ ที่จะป้องกันไม่ให้จีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจ

ขณะที่ประเทศไทย เศรษฐกิจที่ปรับตัวลงดูเหมือนจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และปัจจัยบวกอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เนื่องจาก Covid-19 จะช่วยกระตุ้นให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เร็วขึ้น ในกรณีของเศรษฐกิจไทยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มท่องเที่ยวซึ่งหดตัวลงประมาณ 50% และกลุ่มขนส่งลดลง 39% โดยมีสาเหตุมาจากมาตรการห้ามการเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากสองกลุ่มนี้มีสัดส่วนค่อนข้างมากใน GDP ดังนั้นการหดตัวลงของสองกลุ่มนี้จึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นปัจจุบันเราจึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวลงมากขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ -5.9% สู่ -7.8%

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“กองตราสารหนี้โลก”…Upside จำกัด - แต่ได้ Yield สูงชดเชย !!!
Updated 21 hours ago
Stock of the Day
SET นิ่ง แต่เงินไม่ได้นิ่ง! จับตาวอลุ่ม “เก็บ” ก่อนหุ้นวิ่ง รอบนี้โฟกัสกลุ่มโรงพยาบาล BDMS วอลุ่มพุ่ง BH เด้งรับ Cover Short
Updated 23 hours ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ MTL Health Services มากกว่าความคุ้มครอง ช่วยลูกค้าวางแผนการรักษาอย่างมั่นใจ
Updated 21 hours ago
Follow Us