Official Update :

BAM รุกบริหารหนี้ไม่มีหลักประกัน คาดดีลตั้งบ.ร่วมทุน AMC ชัดเจนไตรมาส 2/65

บริษัทจดทะเบียนตบเท้าเข้างาน Opportunity Day กันคับคั่ง เพื่อรายงานผลการดำเนินงานปี 2564 และอัพเดทแผนธุรกิจในปี 2565 รวมถึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ซักถามข้อสงสัยกับบริษัทโดยตรง ซึ่ง Wealthy Thai ได้เก็บข้อมูลที่น่าสนใจของ BAM หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาฝาก


โดยนายรฐนนท์ ฟูเกียรติ ผู้จัดการกลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์และบริการผู้ถือหุ้น ฝ่ายสื่อสารองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ BAM กล่าวในงาน Opportunity Day ว่า ในปี 2565 บริษัทมีเป้าหมายผลเรียกเก็บเงินสดไม่น้อยกว่า 17,488 ล้านบาท แบ่งเป็น สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) 10,460 ล้านบาท และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) 7,028 ล้านบาท รวมถึงมีนโยบายการลงทุนเพื่อการเติบโตของสินทรัพย์ไม่น้อยกว่า 110% ของต้นทุนที่ลดลง ซึ่งคาดว่าจะลงทุนซื้อไม่น้อยกว่า 9,000 ล้านบาท โดยบริษัทอาจพิจารณาลงทุนซื้อเพิ่มหากมีโอกาสทำธุรกิจและสอดคล้องกับสภาพคล่องทางการเงิน


ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการกว่า 20,699 ล้านบาท แบ่งเป็น NPL ประมาณ 12,382 ล้านบาท และ NPA อีกประมาณ 8,317 ล้านบาท โดยคาดว่าไตรมาส 1/65 บริษัทจะมีผลเรียกเก็บเงินสดเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้


สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานในระยะสั้น บริษัทจะเน้นลดระยะเวลาคืนทุน โดยเพิ่มจำนวนลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างและผู้ซื้อทรัพย์ NPA แบบขายผ่อนชำระ ขยายช่องทางออนไลน์ และประมูลทรัพย์ออนไลน์ รวมถึงปรับกลยุทธ์ด้านราคาและกลยุทธ์พิเศษเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย และนักลงทุน high net-worth ขณะที่ NPL บริษัทจะยืดหยุ่นเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น


ส่วนระยะกลางถึงระยะยาว บริษัทจะใช้โมเดล Asset light model – Joint Venture และจัดตั้งหน่วยธุรกิจหนี้ไม่มีหลักประกัน (หลังจากขายทอดตลาดหลักประกันแล้ว) รวมถึงขยายกลุ่มลูกค้าและเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างภายในองค์กรและการส่งต่อความรู้สู่พนักงานรุ่นใหม่


ขณะที่ความคืบหน้าในการจัดตั้งกิจการร่วมทุนระหว่างธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ (JV AMC) เพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นการบริหารเฉพาะสินทรัพย์ที่มีหลักประกัน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 2/65


ด้านการจับมือกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จะช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายในการสำรวจทรัพย์สินในพอร์ต ซึ่งที่ผ่านมาต้องใช้จำนวนคนและค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ดังนั้นการมีไปรษณีย์ไทยที่มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 1,000 จุด และมีพนักงานที่ชำนาญพื้นที่และคล่องตัวเข้ามาช่วย จะทำให้บริษัทลดต้นทุน รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานส่วนนี้ไป ในขณะเดียวกันไปรษณีย์ไทยจะได้ประโยชน์จากการประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางการตลาดหรือการส่งเสริมการขายผ่านช่องทางของบริษัท ซึ่งในอนาคตอาจพัฒนาต่อยอดไปยังความร่วมมืออื่นๆ ได้


นอกจากนี้ บริษัทได้จัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารจัดการหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน (Clean loan) ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนรายได้อีกช่องทางหนึ่ง เนื่องจากภาพรวมหนี้ที่ไม่มีหลักประกันมีมูลค่ามากถึง 1 แสนล้านบาท บริษัทจึงมองเห็นโอกาสที่เข้าไปสร้างการเติบโต ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่บริหารจัดการเองและตัดขายหรือจ้าง AMC อื่นๆ เข้ามาบริหารจัดการ

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้