Official Update :

กลางสงครามรัสเซีย – ยูเครน ดัน Fund Flow ไปสินทรัพย์ปลอดภัย แล้วหุ้นไทยมีแรงดึงดูดเพียงพอหรือไม่

จากความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าจะผ่อนคลายความกังวล โดยส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ทำให้นักลงทุนต่างมองหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่า  เมื่อมีความเสี่ยงจากรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้ทิศทางการเคลื่อนไหวของ Fund Flow มุ่งหน้าไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย แล้ว “ตลาดหุ้นไทยจะปลอดภัยแค่ไหน?


ทั้งนี้กลางความตึงเครียดระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน จะเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลก แต่ก็อาจจะส่งผลให้ Fed มีโอกาสทบทวนการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเช่นกัน ขณะที่ Fund Flow ที่ยังมุ่งหน้าไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยจากหากมองมายังตลาดหุ้นไทยนั้นก็ยังมีความปลอดภัยเช่นกัน สะท้อนจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด


ทั้งนี้ได้ออกมาเปิดเผยว่า พัฒนการของสถานการณ์ ยูเครน-รัสเซีย น่าจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นบ้านเราต่อ แต่อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า Downside ที่จะเปิดลงมาจากจุดปัจจุบันมีไม่มาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมองในเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล้ายๆ กับเป็น Safe Heaven เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสำคัญอื่นๆ ทั่วโลก


กล่าวคือ มีองค์ประกอบที่เป็นหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์หรือ  Commodity มากกว่า 1 ใน 3 ซึ่ง ทำให้หน้าที่เป็น Hedging กับราคาสินค้าที่ปรับขึ้นได้ดี, ผลกระทบเชิง เศรษฐกิจจากกรณี รัสเซีย-ยูเครน มีจำกัด เห็นได้จากปริมาณการค้าระหว่าง ประเทศกับรัสเซียมีไม่ถึง 1% ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่ง ทั้งนี้ยังเห็นการไหลเข้าของ Fund Flow จากต่างชาติต่อเนื่อง



การประชุม
Fed อาจลด Speed การอัตราขึ้นดอกเบี้ย

โดยแม้ความกังวลรัสเซีย-ยูเครนข้างต้น จะเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลก แต่ในอีกนัยหนึ่งก็ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีโอกาสทบทวนการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเช่นกัน เนื่องจากในช่วงก่อนหน้าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี (GDP สหรัฐ สูงกว่าระดับก่อน COVID-19 แล้ว 3.1%) และอัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงเหมาะสม โดยตลาดเคยคาดว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 0.5% (จาก 0-0.25% เป็น 0.5-0.75%) ในการประชุมวันที่ 15-16 มี.ค. 2565 นี้


แต่เมื่อมีความเสี่ยงจากรัสเซีย-ยูเครนเกิดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ตลาดจึงปรับมุมมองใหม่เป็นคาดว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% (จาก 0-0.25% เป็น 0.25-0.5%) ในการประชุมเดือน มี.ค. สะท้อนจากมุมมองอัตราดอกเบี้ย Fed ของตลาดปรับลดลง จากจุดสูงสุดที่ 0.59% (อยู่ในช่วง 0.5-0.75%) ลงมาเหลือ 0.34% (อยู่ในช่วง 0.25-0.5%)


จากทิศทางของการขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed ที่ดูมีแนวโน้มอ่อนลง เชื่อว่าจะสร้างแรงหนุนต่อตลาดหุ้นโลกได้ในระยะต่อไป โดยให้น้ำหนักการประชุม Fed วันที่ 15-16 มี.ค. 2565 อย่างใกล้ชิด ว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเท่าใด รวมถึงติดตามว่าการปรับลดขนาดงบดุล (Balance sheet reduction) จะมีโอกาสเริ่มต้นช้าลงไปจากที่เคยคาดว่าจะเริ่มช่วงกลางปี 2565 หรือไม่



ตลาดหุ้นไทยนั้นมีความปลอดภัยแค่ไหน?

ทิศทางการเคลื่อนไหวของ Fund Flow ที่ยังมุ่งหน้าไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยจากความกังวลรัสเซีย-ยูเครนข้างต้น ASPS จึงวิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นไทยนั้นมีความปลอดภัยจากความกังวลรัสเซีย-ยูเครน มากน้อยเพียงใด โดยประเมินในมิติต่างๆดังนี้


1.ไทยได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดรัสเซีย-ยูเครนจำกัด: ไทยมีการค้ากับรัสเซียในสัดส่วนน้อย โดยข้อมูลปี 2562 รัสเซียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 26 ของไทย มีสัดส่วนการค้าราว 0.8% ของการค้ารวมของไทย ส่วนในแง่นักท่องเที่ยว ปี 2562 ไทยมีนักท่องเที่ยวจากรัสเซียคิดเป็นราว 3.77% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด


2.เศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนของไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวดี: โดยฝ่ายวิจัยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปี 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อ โดยคาด GDP ปี 2565 ขยายตัว 3.5%yoy แรงส่งมาจากการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจในประเทศ เช่น การบริโภค จากการไม่ Lockdown เข้มงวด และมาตรการส่งเสริมจากรัฐ รวมถึงการผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่เชื่อจะเกิดขึ้นในปีนี้


สอดคล้องกับกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2565 ที่นักวิเคราะห์มีมุมมองดีขึ้น จากทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น โดยปัจจุบัน ASPS ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี2565  อยู่ที่ 86 บาท/หุ้น และยังมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันช่วงต้นปีเฉลี่ยยืนอยู่ในระดับสูงมาก 87 เหรียญต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมุติฐานฝ่ายวิจัย 65 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งปกติราคาที่เกินสมมุติฐานทุกๆ 5 เหรียญ ช่วยหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนราว 1 บาทต่อหุ้น ดังนั้น กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี2565  ณ ตอนนี้มี Upside ส่วนเพิ่มจากราคาน้ำมันราว 4 บาทต่อหุ้น


3.ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์สูง: ตลาดหุ้นไทยยังได้ความเชื่อมั่นเชิงบวกหุ้นจากหุ้นในกลุ่มพลังงานหนุน เพราะหุ้นในกลุ่ม พลังงาน และ ปิโตรเคมี มีน้ำหนักราว 31% ใหญ่ที่สุด (วัดจากกำไรย้อนหลัง 5 ปีติดต่อกัน) ซึ่งหุ้นกลุ่มเหล่านี้ได้กระแสจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง


โดยสรุป จากการประเมินข้างต้น ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยก็ถือได้ว่าเป็นตลาดหุ้นที่มีความปลอดภัย และได้รับผลกระทบจำกัดท่ามกลางความผันผวนจากรัสเซีย-ยูเครน ดังนั้นหากราคาหุ้นปรับย่อตัวลงมา มองเป็นจังหวะทยอยเข้าสะสม โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index วันนี้ที่ 1670-1700 จุด


กลยุทธ์เลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ราคา Laggard กลุ่มหรือสินค้าอ้างอิง อย่าง หุ้นน้ำมัน TOP, หุ้นอาหาร M, หุ้นค้าปลีก MAKRO เป็น Top pick



TOP
โรงกลั่นเป็นพระเอกในปี 2565

สำหรับแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปกติงวดไตรมาส 1/65 คาดจะเห็นการปรับตัวขึ้นจากงวดไตรมาส 4/64 ตามค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในช่วงฤดูกาล high season ส่งผลให้ spread ผลิตภัณฑ์โดยรวมยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยฝ่ายวิจัยคาดธุรกิจโรงกลั่นจะขับเคลื่อนกำไรปกติปี 2565 ให้เห็นการเติบโตอีก 32.7%จากปีก่อน ตามทิศทางค่าการกลั่นที่คาดจะเห็นการฟื้นตัวมาอยู่ในระดับ 4 เหรียญฯต่อบาร์เรล (ตามสมมติฐานที่กำหนดไว้) จาก 2 เหรียญฯต่อบาร์เรล ในปี 2564 ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อยๆกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แนะนำ ซื้อ ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2565 เท่ากับ 63 บาท/หุ้น โดยงวดครึ่งหลัง 64 ประกาศจ่ายปันผลสูงถึง 2 บาทต่อหุ้นคิดเป็น Dividend Yield กว่า 3.8%



M
ราคาหุ้นยังถูก

กำไรไตรมาส 4/64 ดีกว่าฝ่ายวิจัยและตลาดคาดเท่ากับ 399 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนงวดก่อน หนุนด้วยการ Recovery ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อเนื่องถึง Gross Margin จากสัดส่วนการรับประทานอาหารภายในร้านที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น ด้านต้นทุนวัตถุดิบอย่างเป็ดและหมู แม้สูงขึ้นจากปีก่อน แต่เป็ดได้มีการทำสัญญาล่วงหน้า 1 ปี รวมถึงการปรับราคาขายขึ้นราว 3% ตั้งแต่ ม.ค. 65 เป็นปัจจัยหนุนต่อ Gross Margin ปี 2565


คงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 63 บาท เพราะแนวโน้มการเติบโตของกำไรภาคบริการปี 2565 - 66 เด่นกว่ากำไรตลาด และประเมินมีพัฒนาการรายไตรมาสเมื่อเทียบไตรมาสกับไตรมาส ในขณะที่ราคาหุ้นถือว่าถูกมาก หุ้นกลุ่ม Reopening อย่างโรงแรม



MAKRO
รวมงบ Lotus's เต็มไตรมาส

คาดกำไรปกติปี 2565 ของ MAKRO เติบโต 85.7% ผลบวกหลักจะมาจากการรวมงบ Lotus's เต็มไตรมาสตั้งแต่งวดไตรมาส 1/65 ขณะที่ผลประกอบการ Lotus's คาดทยอยฟื้นตัว จากธุรกิจรองพื้นที่เช่า ซึ่งคาดทยอยปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยฯ, ผลบวกการนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น PO ของ MAKRO ไปคืนหนี้ในช่วงต้นไตรมาส 2/65 และการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกที่คาดเห็นยอดขายสาขาเดิม(SSSG) กลับมาเติบโต ส่วนปี 2566 จะเป็นการฟื้นตัวเต็มที่ธุรกิจพื้นที่เช่า บวกกับขยายตัวทั้งสาขาและออนไลน์ ภายใต้มุ่งเน้นสินค้าถนัดอาหารสดต่อเนื่อง จะลด พี/อี ของปี '66 เหลือ 24.8 เท่า ยังอยู่ในโซนถูก แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 52.80 บาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”