ไขความลับสำคัญ! หุ้นไหนจะได้-จะเสีย ประโยชน์ที่แท้จริง ท่ามกลางสมรภูมิวิกฤตราคาพลังงาน
เมื่อมีประเด็นข่าวว่าทางสหรัฐและชาติพันธมิตรในยุโรปจะคว่ำบาตร ด้วยการไม่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ทางฝั่งสหรัฐทะยานพุ่งตัวแรงขึ้นจนไปแตะระดับ 127 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบกว่า 13 ปี รวมถึงราคาพลังงานอื่นๆอย่างถ่านหินก็ทะยานเกินเพดานประวัติศาสตร์เดิมไปแล้วอีกครั้งที่ระดับ 418 เหรียญสหรัฐต่อตันซึ่งเมื่อราคาพลังงานเข้าขั้นวิกฤตแบบนี้ จึงมีคำถามว่า แล้วหุ้นอะไรจะได้ประโยชน์จริงๆบ้าง Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กรณีที่ราคาพลังงานทุกประเภทปรับตัวเพิ่มขึ้น กลุ่มแรกที่จะได้ประโยชน์ คือกลุ่มพลังงาน โดยแบ่งเป็นกลุ่มต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่ากลุ่มต้นน้ำจะได้ประโยชน์ในด้านของราคาขายที่เพิ่มขึ้น ตามทิศทางของราคาพลังงานถ้าเป็นในส่วนของราคาน้ำมัน และราคาถ่านหิน เช่น PTTEP-BANPU ซึ่งเมื่อราคาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็จะสามารถทำให้มีรายขายที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ส่วนพลังงานกลางน้ำนั้นจะได้ทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เช่น TOP-SPRC-ESSCO คือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนในการประกอบธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มดังกล่าวจะได้ประโยชน์จากการบันทึกกำไรสต็อกน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้มีผลประกอบการออกมาในทิศทางที่ดี
แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของผลประกอบการที่มาจากการดำเนินงานอาจจะลดลง เพราะล่าสุดทางซาอุดิอาระเบียปรับขึ้นราคาขายน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วยังถือเป็นบวกต่อกลุ่มกลางน้ำเพราะกำไรจากการบันทึกสต็อกน้ำมันยังเป็นตัวหนุนค่อนข้างเยอะ ขณะที่ PTT มีทั้งธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งโดยรวมแล้วจะได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ เช่นเดียวกับ BCP ที่จะได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ ขณะที่ในธุรกิจก๊าซทาง SGP-WP จะได้ประโยชน์จากการบันทึกกำไรของราคาพลังงาน
สำหรับธุรกิจที่จะเสียประโยชน์ เมื่อราคาน้ำมันขึ้นแรง ได้แก่ธุรกิจปลายน้ำ เช่นธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน เพราะธุรกิจจะขึ้นอยู่กับส่วนต่างค่าการตลาด เช่นถ้าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงขนาดนี้รัฐบาลก็จะออกมาตรการดูแลช่วยเหลือประชาชน ซึ่งมีการควบคุมในด้านของราคาค่าการตลาดให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งก็ทำให้กำไรต่อหน่วยจะลดลง รวมถึงการที่ราคาน้ำมันขึ้นมาแรงประชาชนก็จะเดินทางน้อยลง เช่นหุ้น OR-PTG-SUSCO-BCP
ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มองเป็นกลาง อาจจะยังไม่ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์มาก แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ กระทบสินเชื่อชะลอตัว คุณภาพหนี้สิน คุณภาพสินทรัพย์อ่อนลง ดังนั้นถือว่ากลุ่มธนาคารไม่ได้ประโยชน์
ส่วนหุ้นกลุ่มสื่อสารมองว่าเป็นกลางที่จะได้ประโยชน์ในครั้งนี้ เพราะไม่ได้กระทบมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความจำเป็นต้องใช้การติดต่อสื่อสารและใช้อินเทอร์เน็ตเช่นเดิม ขณะเดียวกันการที่จะต้องใช้เสาโทรคมนาคมในการส่งสัญญาณอาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ในเชิงจิตวิทยาการลงทุน ถือว่ายังเป็นหุ้นกลุ่มหลบภัย
สำหรับกลุ่มค้าปลีก โดยภาพรวมถือเป็นกลางแต่ได้รับผลเสียเล็กน้อยในด้านของการที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นนั้นมีผลกระทบต่อการขนส่ง แต่ในระยะถัดไปหากปรับเพิ่มราคาขายได้นั้นจะช่วยให้เกิดความสมดุลกัน ด้านกลุ่มอาหารจะมีผลกระทบเพราะต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มขนส่งเช่นกลุ่มสายการบิน กลุ่มโลจิสติกส์ ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าอาจจะเสียประโยชน์ หากไม่ได้รับการปรับเพิ่มค่า Ft โดยเฉพาะในกลุ่มโรงไฟฟ้าเประเภท SPP
ด้านกลุ่มโรงแรมในช่วงนี้มีโรงแรมในยุโรปอาจจะต้องเลี่ยงการลงทุน เช่นเดียวกับโรงแรมในประเทศที่ในขณะนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายของตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 ในประเทศ ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์แม้จะเป็นผลเสีย แต่ในด้านของจิตวิทยาการลงทุนจะได้ในด้านของการเข้าสู่ช่วยการปันผล ซึ่งมองว่าอาจจะเป็นกลุ่มที่นักลงทุนหมุนมาพักเงิน
