Official Update :

FETCO มั่นใจหุ้นไทยจะกลับมา Outperform ยังคงเป้า SET Index ไว้ที่ 1,800 จุด รับปัจจัยหนุนเศรษฐกิจฟื้น-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

แม้วันนี้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงรุนแรงจากความกังวลสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยปิดตลาดภาคเช้า SET ปรับตัวลงไป 33.79 จุด มาอยู่ที่ 1,637.93 จุด แต่ “นายไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยังคงมุมมองว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมา outperform ได้ จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า


โดยนายไพบูลย์ กล่าวว่า ระยะสั้นไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนจะไปจบที่ตรงไหน แต่ที่ผ่านมามีสถิติจากสถาบันการเงินระดับโลกระบุว่าหากเกิดเหตุการณ์ด้าน Geopolitics ลักษณะนี้ขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐมักจะปรับตัวลงเร็วและแรง แต่จะฟื้นตัวได้เร็วเช่นกัน โดยเฉลี่ยใช้เวลาปรับตัวลงจนถึงจุดต่ำสุดประมาณ 3 อาทิตย์ และลงประมาณ 6-8% หลังจากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับเดิม ในระยะเวลา 3 อาทิตย์เช่นกัน ซึ่งหลังจากนั้นจะขึ้นอยู่กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจในแต่ละเหตุการณ์จะมากน้อยแค่ไหน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนครั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงมาประมาณ 8% ในระยะเวลา 3 อาทิตย์ ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติด้านบน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกัน ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป



“มองปัจจัยเสี่ยงในรอบนี้ คือ การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ซึ่งมีข่าวลือว่ารัสเซียอาจหยุดส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่มองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นรายได้เดียวหลังจากช่องทางอื่นๆ ถูกคว่ำบาตร และถึงรัสเซียจะหยุดส่งออกจริง แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ เช่น ซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน ยังคงมีกำลังผลิตเหลือพอจะทดแทนส่วนนี้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐ ยุโรป และโอเปก ต้องตกลงกันอีกที แต่หากแก้ปัญหาเรื่องน้ำมันได้ กังวลน่าจะผ่อนคลายลง หลังจากนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นเรื่องเฉพาะรัสเซียและยูเครน ทุกอย่างน่าจะเริ่มดีขึ้น”


ทั้งนี้ ตลาดประเมินว่ารัสเซียจะหันเข้าสู่การเจรจามากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่คิดว่าจะถูกนานาประเทศลงโทษ ซึ่งในลักษณะนี้มองว่าความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นมีแต่มาก



คงเป้าดัชนีสิ้นปี
65 ที่ 1,800 จุด

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงมีมุมมองว่าปี 2565 จะกลับมา outperform ได้ โดยประเมินเป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่ 1,800 จุด จากปัจจัยสนับสนุน คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากปีก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมามากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรฐกิจและการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้บรรยากาศภายในประเทศคึกคัก ประกอบกับยังมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (fund flow) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดย 2 เดือน มี fund flow ไหลเข้ารวมกว่า 80,000 ล้านบาท ส่วนการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (fed) จากปัญหาระหว่างรัสเซียและยูเครน อาจทำให้การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้เร็วและแรงอย่างที่ตลาดคาด รวมถึงการปรับลด QE ยังไม่ชัดเจน ดังนั้นสภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังดีมาก และที่สำคัญตลาดหุ้นไทยยังแข็งแรง และมีข้อได้เปรียบ คือ แม้อัตราเงินเฟ้อในประเทศจะปรับขึ้น เป็นเป็นอัตราที่ไม่สูงและไทยยังมีนโยบายการคลังที่ใช้ได้อีก


“สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้น ต้องระมัดระวัง อย่ารีบร้อนลงทุน เพราะยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์จะพัฒนาไปทางไหน ส่วนระยะกลางและยาว ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบไม่มาก ส่วนเรื่องน้ำมันมองว่าโอเปกมีกำลังผลิตเหลือ ซึ่งอาจใช้เป็นข้อต่อรองได้ แต่หากสถานการณ์ในยูเครนร้ายแรงลง โอเปกอาจทำอะไรบางอย่าง รวมทั้งหากราคาน้ำมันยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเวลานาน บริษัทผู้ผลิตรายเล็กๆ อาจเข้าไปลงทุนเพิ่ม ส่วนระยะกลางเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับตัวกลับมาได้ ปลายนี้น่าจะมีผลตอบแทนดี แนะนำนักลงทุนระยะกลางถึงยาว ยังลงทุนได้ ด้านสัดส่วนการลงทุนขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังมีอัพไซด์อยู่จนถึงปลายปี”



ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 113.03 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.4%  จากเดือนก่อนหน้าลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” โดยนักลงทุนมองว่าเงินทุนไหลเข้า เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือความคาดหวังต่อการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย—ยูเครน และ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดใน รัสเซีย—ยูเครน รองลงมาคือความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED และสถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด หมวดธนาคาร (BANK) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดประกันภัยและประกันชีวิต (INSUR) 


ส่วนการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจาก ธปท. น่าจะให้ความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ประกอบกับเงินเฟ้อของไทยแม้จะปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงาน แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 และ 10 ปี ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2565  มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประกอบกับอุปทานที่เพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลไทยจากความจำเป็นในการกู้เงินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม วิกฤติรัสเซีย-ยูเครน อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนผันผวนในระยะสั้น

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
News Highlight
เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ BART LAB มหิดล ร่วมลงนาม LOI ขับเคลื่อนรีเทลแห่งอนาคต เปลี่ยนพื้นที่เป็น Living Lab
Updated 17 hours ago
News Highlight
อินทนิลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานเทศกาลกินเจ ชวนเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย ด้วยเมนูเจและเครื่องดื่ม Plant-based ทางเลือกที่ดื่มง่ายในทุกวัน
Updated 17 hours ago
News Highlight
แม็คโคร-โลตัส ชวนสัมผัสรสชาติ และสินค้าระดับพรีเมียมจากออสเตรเลีย ในแคมเปญ “Taste of Australia 2026”
Updated 17 hours ago
Stock of the Day
หุ้นท่องเที่ยวไม่สะเทือน! เหตุโจมตีสนามบินซาอุฯ โบรกฯ ชี้กระทบจำกัด หากไม่ลาม Gulf Hub ลุ้นโรงแรม Q4/69 กำไรฟื้น CENTEL-ERW เด่น
Updated 1 day ago
Stock of the Day
SCC ลุ้นกำไร Q3/69 ฟื้นแตะ 2.8 พันลบ. หนุนผลงานทั้งปี 69 โตพุ่ง 400% รับปิโตรเคมีฟื้น–ต้นทุนลดหนุนมาร์จิ้น
Updated 19 hours ago
Follow Us