Official Update :

BA มั่นใจดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้น เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ หนุนรายได้ปี 65 โต 30-40% เล็งปรับราคาตั๋วเพิ่ม หากน้ำมันแพงเกินต้าน

ปี 2565 เป็นปีถูกคาดหวังว่าการท่องเที่ยวในไทยจะกลับมาฟื้นตัว ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจการบินต้องเตรียมความพร้อมและหากลยุทธ์มาดึงดูดลูกค้า รวมถึงสร้างการเติบโตให้ได้มากที่สุด ซึ่ง Wealthy Thai มีโอกาสได้เข้าร่วมงานแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ของ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และไม่พลาดที่จะเก็บข้อมูที่น่าสนใจมาฝากนักลงทุน


โดยนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า แนวโน้มรายได้ในปี 2565 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีรายได้ 26,618 ล้านบาท จากสถานการณ์ Covid-19 ที่คลี่คลาย และจำนวนผู้ฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าในช่วงไตรมาส 3/65 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้น รวมถึงทยอยเปิดเส้นทางการบินทั้งใสนประเทศและต่างประเทศ


โดยคาดการณ์ว่าปีนี้จะมีจำนวนผู้โดยสารราว 2.6 ล้านคน คาดเป็นชาวต่างชาติประมาณ 30-40% ซึ่งบริษัทตั้งเป้ารายได้จากผู้โดยสาร 8,175 ล้านบาท และคาดว่าจะมีจำนวนเที่ยวบินกว่า 3.4 หมื่นเที่ยวบิน มีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) อยู่ที่ 65%  รวมถึงมีราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวคาดว่าจะอยู่ที่ 3,100 บาทต่อเที่ยว


“ปีนี้คาดว่าธุรกิจการบินจะฟื้นตัวประมาณ 40% หลังจากอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด Covid-19 ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเส้นทางบินที่จะเปิดเพิ่มเติมในปี 2565  ได้แก่ กรุงเทพฯ-กระบี่ ซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 27 มีนาคม 2565 ส่วนในไตรมาส 3/65 ได้แก่ เส้นทางการบินสมุย–เชียงใหม่ สมุย-ฮ่องกง กรุงเทพฯ-เสียมราฐ ขณะที่ไตรมาส 4/65 จะเปิดเส้นทางบิน เชียงใหม่-กระบี่ (เที่ยวเดียว) เชียงใหม่-ภูเก็ต (เที่ยวเดียว) สมุย-กระบี่ กรุงเทพฯ–ดานัง กรุงเทพฯ - หลวงพระบาง กรุงเทพฯ ย่างกุ้ง และ กรุงเทพฯ– มัลดีฟส์ อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางบินต่าง ๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยว มาตรการการเดินทางของแต่ละประเทศ และการควบคุมสถานการณ์ Covid-19 ที่อาจยังไม่คลี่คลาย”


นอกจากนี้ บริษัทยังมีกลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนรายได้ เช่น การขายบัตร Flyer Pass ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าขายบัตรทั้งหมด 3 แสนใบ หรือคิดเป็นมูลค่าราว 400 ล้านบาท, การขายบัตร Elite Card ปีนี้ตั้งเป้าขาย 200 ใบ หรือคิดเป็นมูลค่าราว 200 ล้านบาท, รายได้จากคาร์โก้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 49 ล้านบาท, บริการเช่าเครื่องบินเหมาลำ และการจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า เป็นต้น


สำหรับแผนบริหารฝูงบิน บริษัทจะทยอยคืนเครื่องบิน Airbus A320 จำนวน 5 ลำ ซึ่งครบกำหนดสัญญาแล้ว รวมถึงจำหน่ายเครื่องบิน ATR72-500 อีกจำนวน 2 ลำ ส่งผลให้ภายในสิ้นปี 2565 จะมีเครื่องบินในฝูงบินทั้งสิ้น 30 ลำ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 37 ลำ


ในส่วนของประเด็นราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นมาในระดับสูงและอาจกระทบต่อต้นทุนนั้น บริษัทมองว่าต้นทุนในการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งเครื่องบินและพนักงานเป็นต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงและบริหารจัดการได้ยากกว่า ขณะที่ราคาน้ำมันปัจจุบันคิดเป็นต้นทุนประมาณ 10% ประเมินว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากราคาพลังงานอยู่ในระดับที่เหมาะสมอาจพิจารณาทำสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน หรือ oil price hedging รวมถึงปรับราคาตั๋วเครื่องบินให้เหมาะสมกับต้นทุน


ด้านสภาพคล่องทางการเงิน ปัจจุบันบริษัทมีวงเงินที่ได้รับการจัดสรรจากสถาบันการเงิน 5,300 ล้านบาท ซึ่งใช้ไปแล้วบางส่วน และคาดว่าจำเป็นต้องจัดหาวงเงินเพิ่มเติมหลายพันล้านบาทเพื่อบริหารจัดการสภาพคล่องภายใน อาจมาจากการกู้เงินสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทมองว่ายังได้รับการสนบัสนุนที่ดีอยู่


ส่วนประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้น ประเมินว่าอาจกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวในฝั่งยุโรปอาจชะลอการเดินทางมาไทยจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น


ขณะที่ผลการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 5,668.5 ล้านบาท ลดลง 44.5% เมื่อเทียบกับปี 2563 ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 8,145.1 ล้านบาท ลดลง 45.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 8,599.8 ล้านบาท โดยมีรายการขาดทุนสุทธิจากการยกเลิกสัญญาเช่ากองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย จำนวน 5,434,7 ล้านบาท ในขณะที่ผลขาดทุนจากการดำเนินงานในปี 2564 อยู่ที่ 2,532.5 ล้านบาท หรือขาดทุนลดลง 22.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน


ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน บริษัท ครัวการบินกรุงเทพ มีรายได้อยู่ที่ 119.5 ล้านบาท ลดลง 61% เนื่องจากมีจำนวนเที่ยวบินที่สนามบินสุวรรรณภูมิและสนามบินภูเก็ตลดลง บริษัท ภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไลด์ไฟล์ทเซอร์วิส จำกัด มีรายได้ 1,122.1 ล้านบาท ลดลง 18% ทั้งนี้ มีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายจึงทำให้มีกำไรอยู่ที่ 237 ล้านบาท ด้านบริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจี คาร์โก้ จำกัด มีรายได้ในปี 2564 อยู่ที่ 2,140.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 รายได้ที่เติบโตดังกล่าวมาจากอัตราการใช้บริการคลังสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น”

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้