BANPU กางแผน 5 ปี อัป EBITDA โต 1.5 เท่า ทุ่ม 3 พันล้านเหรียญฯ ลุยธุรกิจพลังงาน ลุ้นผลงานปี 69 ฟื้นรับดีมานด์ถ่านหินพุ่ง
BANPU ทุ่มงบลงทุน 5 ปี (69-73) 3 พันล้านดอลลาร์ เน้นธุรกิจก๊าซสหรัฐฯ รับดีมานด์พลังงานจาก AI-Data Center ตั้งเป้าปี 2573 EBITDA โตมากกว่า 1.5 เท่า และมี EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินเกิน 50% เผยโรงไฟฟ้า Temple I-II เล็งทำ PPA ระยะยาวกับกลุ่ม Hyperscalers คาดชัดเจนปลายปี 69–ต้นปี 70 มั่นใจครึ่งหลังปี 69 โต หนุนทั้งปีผลงานฟื้น รับดีมานก์ธุรกิจถ่านหิน-โรงไฟฟ้าใหม่
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า ภายหลังจากการควบรวมกิจการระหว่าง BANPU และ BPP เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัทพร้อมก้าวสู่บทใหม่ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics เพื่อขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ
โดยบริษัทจะมุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่มั่นคงและรองรับกระแสเทคโนโลยี AI รวมถึงกลุ่ม Hyperscalers และ Data Center ผ่านการดำเนินงานใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
1.กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) เชื่อมโยงธุรกิจก๊าซธรรมชาติสู่การผลิตไฟฟ้าและเทคโนโลยี CCUS ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1.5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2571
2.กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) ยกระดับเหมืองถ่านหินเดิมด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมรุกคืบสู่ธุรกิจแร่เชิงกลยุทธ์ (Strategic Minerals) เช่น นิกเกิล และบอกไซต์
3.กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT ในสหรัฐฯ และเอเชีย พร้อมรุกธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ซึ่งปัจจุบันมีโครงการในมือรวม 2,340 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh)
4.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) ลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและ AI ผ่านหน่วยงาน CVC เพื่อเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
ทุ่มงบลงทุน 3,000 ล้านเหรียญฯ
นายสินนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทวางงบลงทุนรวมสำหรับปี 2569-2573 ไว้ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสัดส่วน 60% จะใช้ในการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ทั้งในส่วน Upstream และ CCUS ส่วนอีก 40% จะใช้สำหรับธุรกิจ Power+ และ Mining
"วันนี้บ้านปูมีความแตกต่างและอยู่ในตำแหน่งทางธุรกิจที่ดี เราพร้อมเป็นผู้ส่งมอบพลังงานที่มีเสถียรภาพเพื่อขับเคลื่อนโลกสู่อนาคต โดยเฉพาะการรองรับดีมานด์จาก Data Center ในเท็กซัสและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งเรากำลังเจรจาสัญญา PPA ระยะยาวกับกลุ่ม Hyperscalers อย่างต่อเนื่อง" นายสินนท์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายภายในปี 2573 จะมี EBITDA เติบโตมากกว่า 1.5 เท่าจากปัจจุบัน และมีสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับถ่านหินมากกว่า 50% รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงมากกว่า 20%
จับตาครึ่งหลังปี 69 โตต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 บริษัทมองว่ามีทิศทางที่ดีต่อเนื่องจากธุรกิจถ่านหินที่คาดปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนที่มีผลขาดทุนที่ 1,569 ล้านบาท โดยประเมินราคาจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงไปจนถึงสิ้นปีจากความต้องการซื้อเพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงหน้าหนาว
นอกจากนี้ ปัญหา Geopolitical และสภาพอากาศยังเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นได้ ประกอบกับจะมีการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการใหม่ๆ เช่น โครงการโซลาร์ฟาร์มร่วมกับแบตเตอรี่ Jinhu Qiangfeng ในจีน ซึ่ง COD ในไตรมาส 3/69
ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ Temple II ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำลังผลิตรวมประมาณ 1.5 กิกะวัตต์ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาทำสัญญา PPA กับกลุ่ม Hyperscalers หรือผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่โดยตรง เพื่อเปลี่ยนรูปแบบจากการขายไฟฟ้าในตลาดเสรีมาเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงและแน่นอนในระยะยาว โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนปลายปีนี้หรือต้นปี 2570
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ Jack County รัฐเท็กซัส บนพื้นที่กว่า 6,000 เอเคอร์ ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและเจรจากับพันธมิตร โดยรายละเอียดของโครงการจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนภายหลังการทำสัญญา PPA กับพันธมิตร
