TKN เผย MAJOR เข้าซื้อหุ้นผ่านกระดาน ย้ำกลุ่มพีระเดชาพันธ์ ยังคงถือหุ้นใหญ่ พร้อมสร้าง แบรนด์เถ้าแก่น้อย กลับมายิ่งใหญ่
จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ รายงานการได้มา หุ้นของ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN โดย บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) MAJOR ซึ่งเป็นการได้มา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2565
จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มา ของกลุ่มคิดเป็น 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มา ของกลุ่มคิดเป็น 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ
ขณะที่หากเข้าไปสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน https://market.sec.or.th/public/idisc/th/r246 พบว่า MAJOR รายงานการได้มาของหุ้น TKN ผ่านตลาดหลักทรัพย์ โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด มีจำนวนหุ้นที่ได้มาเท่ากับ 69 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 5%
คุณจิระพงษ์ สันติภิรมย์กุล. รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN เปิดเผยว่า ในการเข้าทำรายการของ MAJOR ที่เข้ามาลงทุนใน TKN นั้น เป็นการเข้าลงทุนผ่านการซื้อหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งกับทางบริษัทมาก่อน ซึ่งน่าจะเกิดจากความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของบริษัทในอนาคต
“การเข้ามาเก็บหุ้นของทาง MAJOR ทางตัวบริษัทไม่ได้รับทราบในเรื่องนี้มาก่อน ซึ่งเรารับรู้ผ่านการแจ้งรายงานของทางก.ล.ต.เช่นเดียวกันกับนักลงทุน ทั้งนี้หลังการเข้ามาถือหุ้น ทาง MAJOR ยังไม่ได้ติดต่อมายังบริษัทแต่อย่างใด”
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง MAJOR กับ TKN ในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นพันธมิตรทางการค้าที่ดีต่อกัน โดยทาง TKN ได้มีการนำสินค้าไปขายผ่านโรงภาพยนตร์ของกลุ่ม MAJOR และมีการลงโฆษณาสินค้าของ TKN ผ่านโรงภาพยนต์ ซึ่งที่ผ่านมา TKN เรามองว่า MAJOR เป็นหนึ่งในช่องทางการจำหน่ายสินค้าของ TKN ที่สำคัญรายหนึ่ง และในอนาคตน่าจะมีพัฒนาการที่ดีระหว่างกันมากขึ้น
กลุ่ม พีระเดชาพันธ์ ยืนยันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ทั้งนี้ในด้านของผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TKN คือ กลุ่มพีระเดชาพันธ์ ขอให้ความมั่นใจกับผู้ลงทุนว่า ทางกลุ่มจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และจะต้องถือครองมากกว่า 50 % โดยปัจจุบันทางกลุ่มถือครองหุ้น TKN ประมาณ 58 % และทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่พร้อมที่จะเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับ TKN ให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
นักลงทุนสถาบันเดินหน้าขอข้อมูล
สำหรับความสนใจในหุ้น TKN ที่ผ่านมา มีกลุ่มนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจขอข้อมูลกับหุ้นของ TKN ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกองทุนรวมในประเทศที่เห็นศักยภาพการเติบโตของ TKN ขณะที่กองทุนต่างประเทศนั้น จะให้ความสนใจกับบริษัทที่มีนโยบายด้าน ESG ซึ่งทางบริษัทก็เดินหน้าที่จะพัฒนาและยกระดับให้ TKN นั้นติดอันดับและได้รับการจัดอันดับของ THIS ในอนาคตให้ได้
มั่นใจธุรกิจปี 65 ฟื้นตัว
สำหรับแนวโน้มธุรกิจของ TKN ในปี 2565 บริษัทมั่นใจว่าการเติบโตของยอดขายบริษัทที่ 4,000ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อน 15 – 20 % จะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะมียอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายในช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ขณะนี้เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โดยยอดการส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นไปตามเป้าหมายที่ระดับ 100 – 150 ตู้ต่อเดือน เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆที่ขยายตัวได้ดี
ขณะที่ตลาดในประเทศหลังจากที่มีการคลายล็อค และสถานการณ์ covid-19 ที่คลี่คลาย ยอดขายปรับตัวดีขึ้นตามที่คาดไว้ โดยในปีนี้ บริษัทจะโฟกัสในสินค้าที่เป็นเมนโปรดักซ์ ให้ลูกค้าจดจำในแบรนด์ ว่า สาหร่ายนั้นต้องเถ้าแก่น้อย เพื่อสร้างความมั่นใจในแบรนด์ และความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้ง ส่วนสินค้าในด้านเครื่องดื่ม บริษัทยังเดินหน้าทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง
และอีกสิ่งที่บริษัทจะให้ความสำคัญ คือ การโฟกัสในด้านการทำกำไรให้มากขึ้น ทั้งมาตรการ “Go Firm” ปรับลดต้นทุน และ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น จากเดิมที่ใช้พนักงานในการแพ็คถุง ปัจจุบันได้เพิ่มเครื่องจักรเข้ามาช่วย ทำให้เราเพิ่มความสามารถกำลังการผลิต ทั้งที่มีต้นทุนเท่าเดิม โดยเราคาดหวังจะยกระดับความสามารถในการทำกำไรของ TKN จากเดิมที่ 4-5 % ให้มากกว่า 10 % ให้ได้
โบรกเกอร์ มอง การเข้าถือ TKN ช่วยสร้างการเติบโตให้ MAJOR
บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด ประเมินการที่ MAJOR เข้าซื้อหุ้น TKN 69 ล้านหุ้น นั้น มองว่า คิดเป็นสัดส่วน 5% ราคาเป็น Slightly Positive
1) เป็นการลงทุนเพื่อต่อยอดโอกาสการเติบโตของธุรกิจ Concession (ป๊อบคอร์น) โดยเฉพาะ TKN มีช่องทาง การส่งสินค้าไปขายที่จีน (คุยกับหลายบริษัท แต่เลือก TKN)
2) นโยบายถือ TKN ไม่เกิน 10% (อาจซื้อเพิ่มหรือขายออกแล้วแต่จังหวะ)
3) การบันทึกการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าเงินลงทุนเป็นแบบเข้า RE เลยไม่ผ่าน P&L
4) ส่วนการขาย Popcorn ใน 7-11 ยังคุยข้อตกลงและ Test สินค้าอยู่ ยังคง plan เข้า 7-11 ได้อย่างช้าต้นไตรมาสที่ 2
5) ยังเหลือเงินที่ได้จากการขายหุ้น SF อีกกว่า 4 พันล้านบาท มีแผนลงทุนในกิจการอื่นเพื่อต่อยอดการเติบโตของธุรกิจหลัง (โรงภาพยนตร์) เบื้องต้นมีอีก 1 ดีลน่าจะได้ข้อสรุปภายใน ไตรมาสที่ 2 นี้
6) แนวโน้มไตรมาสที่ 1 ผลประกอบการถูกกดดันจาก Omicron พลิกกลับมาขาดทุนราว -114 ล้านบาท จากไตรมาสที่ 4 ปี 6 4 เป็นกำไร 100 ล้านบาท . อย่างไรก็ตาม เราคาดกำไรไตรมาสที่ 2 ฟื้นโดดเด่นเป็นราว 400 ล้านบาท. (ช่วงก่อน COVID ไตรมาส2 MAJOR จะมีกำไรราว 500-600 ล้านบาท.) จาก Omicron คลี่คลายและมีหนังฟอร์มใหญ่เข้าฉายหลายเรื่องตาม Seasonal
7) เรายังคงคาดกำไรปี2565 อยู่ที่ 933 ล้านบาท ฟื้นจากขาดทุน -710 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น SF)
