3 หุ้นเดินเรือได้เวลาออกจากฝั่ง วิ่งรับค่าระวางแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจคือค่าระวางเรือล่วงหน้าของเรือประเภท Capesize ซึ่งจะมีผลต่อดัชนี BDI มากที่สุด ซึ่งสิ่งที่ปรากฏคือค่าระวางเรือ Capesize ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมี.ค.65 อยู่ที่ 19,150 เหรียญสหรัฐต่อตัน และวิ่งขึ้นไปที่ระดับ 32,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งตั้งแต่เดือนมี.ค.จนถึงเดือนมิ.ย.จะปรับเพิ่มขึ้นไปกว่า 68% ซึ่งถือเป็น Sentiment เชิงบวก
ขณะที่ในเรื่องของปัจจัยพื้นฐานยังคงเป็นเรื่องของการที่ประเทศจีนยังคงเป็นปัจจัยหนุนความต้องการใช้เรือประเภทสินค้าแห้งเทกอง จะเห็นได้จากดัชนีภาคการผลิตของจีนของเดือนก.พ.ออกมาในระดับสูง รวมถึงการที่ประเทศจีนมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เช่นการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างจึงทำให้ที่เรือเทกองดังกล่าวได้รับประโยชน์ ทำให้ภาพของค่าระวางปรับตัวขึ้น
โดยมองว่าหุ้น PSL จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าเรือของ PSL จะไม่ได้เป็นเรื่องประเภท Capesize แต่เมื่อดัชนี BDI ปรับเพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้เรือเหล่านี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงมองว่า PSL เป็นตัวที่เหมาะสมที่จะลงทุนหรือเก็งกำไร แนะนำ “ซื้อ” โดยราคาเหมาะสมอยู่ที่ 20.50 บาท ซึ่งอิง P/BV 1.8 เท่า แต่ในจังหวะที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นสามารถขึ้นไปเทรดได้ที่ P/BV 3 เท่า
ขณะที่หุ้นในกลุ่มเดินเรืออย่าง TTA ก็มีจุดที่น่าสนใจและได้รับประเด็นบวกจากค่าระวางเรือไม่แพ้กัน โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าภาพรวมการค้าทางเรือเทกองเติบโตเร็วกว่าการขยายของกองเรือ (อุปสงค์เติบโต 2.5% เทียบกับ กองเรือเติบโต 2.1% ในปี 2022 และอุปสงค์เติบโต 1.7% เทียบกับกองเรือเติบโต 0.3% ใน 2023) ขณะที่สงครามระหว่างยูเครน - รัสเซียจะเพิ่มอุปสงค์เพิ่มขึ้นในแง่ ตัน - ไมล์ จากการเปลี่ยนเส้นทางจากรัสเซีย ไปอเมริกา เพื่อขนส่งธัญพืช
สำหรับ EBITDA ของธุรกิจนอกชายฝั่งจะฟื้นตัวใน 65 หนุนจาก Backlog ณ สิ้นปี 64 ยังแข็งแกร่งที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 190 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 63 ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะหนุนอุปสงค์การบริการนอกชายฝั่ง นอกจากนี้ยังมีโอกาสจากงานรื้อถอนแท่นขุดเจาะน้ำมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 15 บาท จากอุปสงค์เติบโตเร็วกว่าซัพพลาย และซัพพลายจำกัดในช่วงปี 66-67 เนื่องจากมาตรการ EEXI และ CII
ขณะที่หุ้นสายเดินเรืออีกหนึ่งหุ้นที่ขาดไม่ได้เลยคือ RCL โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่าอัตราค่าระวางเรือยังคงแข็งแกร่ง เพราะในช่วงที่ผ่านมารายงานกำไรหลักสูงเป็นประวัติการณ์หลายไตรมาสติดต่อกัน และอัตราค่าระวางเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังคงแข็งแกร่ง โดยดัชนีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เซี่ยงไฮ้เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 3,492 เพิ่มขึ้น 6.9% จากค่าเฉลี่ยในไตรมาส 4/64 แม้ปัจจัยด้านฤดูกาลจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม
แต่อย่างไรก็ตามด้วยแนวโน้มอัตราค่าระวางเรือที่แข็งแกร่งหนุนโดยความแออัดของท่าเรือที่ยังคงอยู่และการเพิ่มค่าระวางจากความเสี่ยงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเรายังไม่เห็นโอกาสที่อัตราค่าระวางเรือจะทรุดลง (ตลาดคิดผิด) การที่ราคาหุ้นRCL ที่ปรับตัวลดลงจึงเป็นโอกาสเข้าซื้อ
นอกจากอัตราค่าระวางเรือที่สูงแล้ว RCL จะรับรู้กำไรทั้งปีจากกำลังการขนส่งที่เพิ่มขึ้นมาในปี 64 ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวโน้มสูง ที่บริษัทจะรายงานกำไรหลักไตรมาส 1/65 สูงกว่าประมาณการของตลาด (และอาจเป็นสถิติใหม่) และหากอัตราค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นหรืออยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ไปในทิศทางเดียวกันกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้นและอัตราเงินเฟ้อเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน) อาจคิดต่อได้ว่าบริษัทจะรายงานกำไรหลักเป็นสถิติใหม่ได้ในไตรมาส 2/65 และไตรมาส 3/65ต่อไป อาจส่งผลให้เกิดการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปี 65 ของนักวิเคราะห์ เบื้องต้นแนะนำซื้อเก็งกำไร เป้าหมายราคาพื้นฐาน 66 บาท

