หาคำตอบมาให้แล้ว!! สาเหตุที่ทำให้หุ้นไทยดิ่งต่อ จังหวะนี้ควรเข้าสะสมหุ้นกลุ่มไหน?
จากภาวะตลาดหุ้นวันนี้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อขอมุมมองเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาฝากนักลงทุน
โดย “พี่วิจิตร” บอกกับเราว่า สาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยกดดันจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตลาดภูมิภาคส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยที่ปรับลดลงอย่างรุนแรงจะเป็นตลาดในฝั่งของประเทศจีน และฮ่องกง ที่ติดลบไปถึงระดับ 4-5%
อย่างไรก็ตามมองว่าเป็นปัจจัยเฉพาะตัวที่ทำให้โมเมนตัมของจีนกับฮ่องกงค่อนข้างรุนแรง โดยกลุ่มที่กดดันส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นกลุ่มเทคฯ ซึ่งจะเห็นว่าสัญญาณของท่าทีจีนที่จะเข้ามาช่วยเหลือรัสเซียทำให้สหรัฐไม่พอใจ ส่งผลให้มีแรงกดดันในหุ้นจีนมากขึ้น นอกจากนี้ภาคการผลิตของจีน อย่างเช่น Foxconn มีการหยุดดำเนินการอีกด้วย
ด้วยประเด็นดังกล่าว ถือเป็นปัจจัยกดดัน sentiment ของตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ดึงให้ภาพรวมของตลาดหุ้นโลกมีจังหวะในการปรับตัวลงด้วยเช่นกัน อย่างก็ตามตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลดลงในระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดทุนภาคอื่นๆ ราวเกือบ 1%
ดังนั้นด้วยกรณีดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยเฉพาะตัว ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยไม่มาก แต่อย่างไรก็ตาม ในคืนนี้อาจจะมีการหลบความเสี่ยงก่อน เพราะวันที่ 15-16 มี.ค.นี้จะมีการประชุม FED ซึ่งมีโอกาสกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก จึงมองว่าตลาดอาจจะรอดูถ้อยแถลงของ FED ก่อนว่ามีความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน
“เราไม่ได้โดนเต็มๆ เพียงแต่ว่าภาพของปัจจัยภายนอก เป็นเชิงลบนิดหน่อย รอจังหวะในการย่อแล้วตั้งรับ เพราะปัจจัยบ้านเราไม่ได้แย่ ค่อยๆฟื้นตัว ส่วนรัสเซียยูเครนแม้ยังไม่ลงเอย แต่ยังมีท่าทีที่ประนีประนอม โดยตลาดยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามา แต่ปัจจัยลบเริ่มเบาแล้ว จึงแนะนำรอจังหวะในการตั้งรับ”
สำหรับหุ้นที่น่าเข้าสะสมในช่วงนี้ คือ กลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจาก สัญญาณตอนนี้หากรัสเซีย และยูเครนผ่อนคลายได้จริง โมเมนตัม หุ้น Global play พลังงานต้นน้ำ จะเริ่มโดนเท จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลงแล้ว จึงเชื่อว่าหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ จะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาด เช่น ค้าปลีก (CPALL, HMPRO) หากราคาย่อก็สามารถสะสมได้ ส่วนหุ้นที่พื้นฐานดี กำไรโต เช่นกลุ่มบริหารสินทรัพย์ (JMT) ที่น่าสนใจ และเป็นจังหวะย่อเข้าสะสม ขณะที่นักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้น หุ้นที่โดนโมเมนตัมจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หากราคาน้ำมันปรับฐานก็เป็นโอกาสเข้ามาเก็งกำไรเช่นกัน อย่าง SCC
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนภาคบ่าย สถานการณ์โดยรวมยังไม่เป็นใจโดยเฉพาะบรรยากาศการซื้อขายในจีนและฮ่องกงยังถูกกดดันจากการประกาศล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโควิด-19 ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงแรง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก Fund flow ไหลออกหลังค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง Top pick บ่ายนี้ คือ SCGP EPG FORTH
