WORK พุ่งทันที 9 %หลัง MAJOR เข้าซื้อหุ้น โบรกเกอร์มองเป็นการซื้อเพื่อต่อยอด
บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัท ได้ถือหุ้น บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK จำนวน 22,100,000 หุ้น ซึ่งเป็นการทยอยซื้อหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามราคาซื้อในตลาด อยู่ระหว่างช่วงราคา 22.41 ถึง 25.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นราคาซื้อในตลาดเฉลี่ย 23.66 บาทต่อหุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 5.0049% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ WORK และคาดว่าจะถือหุ้นใน WORK ไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ WORK โดยไม่ได้เข้าไปบริหารจัดการต่อโครงสร้างบริษัท หรือกำหนดนโยบายการดำเนินธุรกิจแต่อย่างใด
การถือหุ้น WORK ดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างการเติบโตของธุรกิจ และเป็นการต่อยอดอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงด้านการผลิตคอนเทนท์มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างโอกาสในการลงทุนและการพัฒนากระบวนการดำเนินงาน
บริษัทมุ่งมั่นในการพัฒนา และเตรียมความพร้อมในการนำเสนอสินค้าที่หลากหลาย รวมถึงการสร้างนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรอบด้าน ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท
บล.ฟิลิป (ประเทศไทย) รายงานว่า ความน่าสนใจของหุ้น WORK นั้น ในปี 2565 น่าจะเป็นปีที่ปรับผังรายการค่อนข้างมากในรอบหลายปี รายการเก่าที่เรตติ้งลดลง ถูกแทนที่ด้วยรายการใหม่ ๆ น่าจะทำให้เป็นที่สนใจของเอเจนซี/ผู้ลงโฆษณามากขึ้น และกลับมาทำละครอีกครั้ง อีกทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและ ในช่วงครึ่งปีหลัง COVID-19 น่าจะผ่อนคลาย กิจกรรมด้านอีเว้นท์และคอนเสิร์ต/ละครเวทีน่าจะกลับมาได้บ้าง แนวโน้มธุรกิจรวมน่าจะดีขึ้น
แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐาน 25 บาท : ขาดทุนไตรมาสที่ 4 ส่วนใหญ่มาจากการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษ จึงยังคงคาดกำไรปี 65 ที่ 508 ล้านบาท ไว้ก่อน ราคาหุ้นตอบรับผลขาดทุนในไตรมาสที่ 4 มาแล้ว แนะนำ “ทยอยซื้อ”
บล.ทิสโก้ ประเมินว่า การลงทุนใน WORK เป็นการสร้าง connection เช่นเดียวกับการเข้าลงทุนใน TKN ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการจะเข้าไปเรียนรู้การต่อยอดในการขยายช่องทางการจำหน่ายธุรกิจป็อปคอร์น ที่ TKN มีช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ สำหรับ WORK เป็นการสร้าง connection การเรียนรู้ร่วมกันในการทำธุรกิจผลิตคอนเทนต์และการโฆษณา จากปัจจุบันที่ MAJOR และ WORK มีการทำงานร่วมกันจากการผลิตหนังไทยปีละประมาณ 3-5 เรื่อง และการทำสื่อโฆษณาโดยใช้เครือข่ายของ WORK เอง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างคอนเทนต์ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มคนต่างจังหวัด (เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “อีเรียมซิ่ง” ที่ทำรายได้ 153 ล้านบาท)
ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของ MAJOR ที่ต้องการขยายหนังไทยไปต่างจังหวัด และการทำ original content ให้กับกลุ่ม OTT platform อย่าง Netflix มากขึ้น เป็นต้น นอกเหนือจากการรับรู้รายได้เป็นเงินปันผลจากการลงทุนในครั้งนี้ สำหรับ WORK เราคาดกำไรสุทธิปี 2022 อยู่ที่ 412 ล้านบาท เพิ่มขึ้น27%จากปีก่อน และจากการลงทุนซื้อ WORK ในครั้งนี้ คิดเป็น PEในปี 2022 ที่ 25.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม Media ที่ 33.6 เท่า และ อัตราเงินปันผล ที่ 2.4% มากกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 2%
แนวโน้มผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ต้องลุ้นรายได้หนังในช่วงที่เหลือ
สำหรับในเดือน ม.ค-9 มี.ค. 22 บริษัทมีรายได้ตั๋วหนัง 5 อันดับแรกราว 200 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70% ของรายได้ตั๋วหนัง จากเรื่อง Spider-Man, วันสุดท้าย ก่อนบายเธอ (GDH), Batman, 4-Kings และส้มปลายน้อย โดยในช่วง มี.ค.22 ยังมีหนังพร้อมเข้าฉายอีกหลายเรื่องเช่น Morbius (Sony Picture), Death on the Nile (Fox), พี่นาค 3 (Five Star), เทอม 2 สยองขวัญ (GDH), แดงพระโขนง (M-Picture) เป็นต้น
ด้านรายได้ธุรกิจ snack Popcorn มียอดขายตั้งแต่ ม.ค.-9 มี.ค. 22 ราว 220 ล้านบาท ได้รับการตอบรับดีจากการยอดขายผ่าน delivery ที่เพิ่มขึ้น เรายังคงประมาณการเดิมคาดกำไรสุทธิปี 2022 อยู่ที่ 528 ล้านบาท คาดรายได้ปี 2022 จะเพิ่มขึ้น 134% จากคาดสถานการณ์ COVID-19 ผ่อนคลายและหนังฟอร์มใหญ่พร้อมเข้าฉาย และแผนปีนี้จะขยายโรงหนัง 20-30 จอ
ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 25.50 บาท
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากสถานการณ์ COVID-19 ผ่อนคลายไม่มีการล็อกดาวน์ ประกอบการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด COVID-19 ที่เข้มงวดช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ชม และค่ายหนังใหญ่และหนังไทยเริ่มกลับมาฉายได้ ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 25.5 บาท สถานะการเงินแข็งแกร่งเป็นธุรกิจเงินสด คาด เงินปันผล ที่ 2.7% ความเสี่ยง : 1) เศรษฐกิจซบเซา 2) การล็อกดาวน์จากสถานการณ์ COVID-19 หากรุนแรงขึ้น
