Official Update :

วิเคราะห์ IVL หุ้นเด่นที่สุดในกลุ่มปิโตรฯ กับเหตุผลที่ปีนี้กำไรพุ่งเกิน 3 หมื่นล้านบาท

IVL หรือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นที่นิยมสำหรับนักลงทุนมาโดยตลอดเห็นได้จากปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันที่เข้ามาอย่างหนาแน่น ล่าสุดปี 2564 ยังรายงานกำไรสุทธิออกมาอย่างโดดเด่น 26,288.03 ล้านบาท ทำให้นักลงทุนต่างสงสัยกันว่าในปี 2565 จะยังมีความน่าสนใจหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบมาให้แล้ว


สำหรับ IVL เป็นหนึ่งในบริษัทปิโตรเคมีชั้นนำระดับโลก มีโรงงานผลิตครอบคลุมภูมิภาคหลักทั่วโลก ได้แก่ ยุโรป แอฟริกา อเมริกา และเอเชียแปซิฟิก โดยมีกลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย ธุรกิจ Combined PET ธุรกิจ Integrated Oxides and Derivatives และธุรกิจ Fibers ผลิตภัณฑ์ของบริษัทรองรับลูกค้าในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและยานยนต์ อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานทั่วโลกราว 24,000 คนและมีรายได้จากการขายรวม 14.7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2564 บริษัทเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI)


เมื่อไม่นานมานี้ในงาน Capital Markets Day ประจำปี IVL ประกาศแผนธุรกิจระยะ 3 ปีที่จะยกระดับการดำเนินธุรกิจทั่วโลก รวมทั้งโครงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ และการบูรณาการระดับสูงใน 3 กลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อผลักดันการเติบโตของรายได้ ดึงประสิทธิผล และเพิ่มความสามารถในการผลิต


โดยจะเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างธุรกิจ บุคลากร และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบการทำงานเพื่อปลดล็อกศักยภาพอย่างเต็มที่ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการเติบโตของ EBITDA และบรรลุเป้าหมายในการเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากเงินทุน (Return on Capital Employed: ROCE) กว่า 15% ภายในปี 2567 การจัดสรรเงินทุนอย่างเป็นระบบสำหรับกระแสเงินสดมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะสร้างโอกาสต่างๆ ในการตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย


โครงการ Olympus หรือโครงการเปลี่ยนแปลงธุรกิจและเพิ่มประสิทธิผลของบริษัท มีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับปี 2565 บริษัทจึงได้ตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น โดยคาดหวังให้มี EBITDA ส่วนเพิ่มที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมูลค่ากว่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2567


ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า IVL ยังเป็น Top pick ในกลุ่มปิโตรฯ ที่คาดการดำเนินงานจะฟื้นตัวต่อจากอุปสงค์ฟื้นตัวและยังได้ผลบวกจากราคาน้ำมันขาขึ้นอีกทาง จึงคงแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 60 บาท


ทั้งนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันและแก๊สที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในกลุ่ม PET แต่จากการได้ปรับราคาขายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ไตรมาส 1/65 เป็นต้นไปจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวไปในระดับหนึ่ง และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะทำให้มีกำไรสต็อกเข้ามาหนุนอีกทาง


โดยแนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นคาดเป็นบวกต่อการดำเนินงานของบริษัทโดยเฉพาะธุรกิจ IODs จากความได้เปรียบของการใช้ shale gas ในส่วนงานดังกล่าว อีกทั้งการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มการดำเนินงานจะดีขึ้นอย่างมีนัยเช่นกัน ซึ่งจากสมมติฐานของบริษัทหากราคาน้ำมันเบรนท์เปลี่ยนแปลงทุก ๆ 10 เหรียญ/บาร์เรล จะทำให้ EBITDA เพิ่มขึ้นราว 63-65 ล้านเหรียญ



ปีนี้กำไรพุ่งต่อไม่หยุด

ทั้งนี้ทางฝ่ายปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 เป็น 29,923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14%  จากปีก่อน โดยแนวโน้มการดำเนินงานปี 65 คาดจะดีขึ้นจากปีก่อน หลัง COVID-19 คลี่คลาย คาดปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 12%จากปีก่อน ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ PET คาดเพิ่มขึ้น 8% จากอุปสงค์ที่ยังดี, ปัญหาห่วงโซ่อุปทานส่งผลให้สินค้าคงคลังอยู่ในระดับต่ำ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นทำให้แม้คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น แต่หากบริษัทมีการปรับราคาขายขึ้นเพื่อรองรับปัจจัยดังกล่าวแล้วโดยเฉพาะในยุโรปที่จะเริ่มขายราคาใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 1/65 เป็นต้นไป คาดส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จะลดลงเล็กน้อย


ขณะที่ธุรกิจ IODs คาดปริมาณขายเพิ่มขึ้น 25% จากการเพิ่มขึ้นของธุรกิจเดิมและมีการรวมงบของ Oxiteno เข้ามา 9 เดือน โดยในส่วนต้นน้ำโรงงาน cracker (IVOL) เริ่มกลับมาผลิตได้แม้จะล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้ ส่วนกลางน้ำกลุ่ม MEG มีความได้เปรียบจาก shale gas จากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น


ส่วน MTBE ซึ่งใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซลีนจะดีขึ้นตามการเดินทางเพิ่มขึ้น อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบทั้งในส่วนบิวเทนและเมทานอลคาดจะลดลง เนื่องจากปีก่อนได้รับผลกระทบจาก Polar Vortex ส่วนปลายน้ำ ได้ผลบวกจากการรวมงบของ Oxiteno เข้ามา 9 เดือน และคาดส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จะดีขึ้นจากการใช้กำลังการผลิตเพิ่ม ขณะที่กลุ่ม Fibers คาดปริมาณขาย เพิ่มขึ้น 11%


โดยกลุ่ม lifestyle คาดเติบโตสูงสุดในกลุ่มโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่หลัง COVID-19 คลี่คลาย, กลุ่ม Mobility คาดยังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนชิพ และส่วน Hygiene คาดดีขึ้น เนื่องจากแนวโน้มราคาวัตถุดิบจะปรับลงแต่ได้ส่วนช่วยจากการล็อกราคาขายไว้ก่อนหน้า



กำไรทะลุ
3 หมื่นล้านบาท

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มโมเมนตัมงบครึ่งแรกปี 65 เติบโตต่อเนื่อง หนุนจากการปรับสัญญาราคาขาย PET ภูมิภาคตะวันตก, โรงงานที่หยุดซ่อมบำรุงในช่วงก่อนกลับมาผลิตเต็มกำลัง, การปิดดีลซื้อกิจการ Oxiteno ภายในเดือนมี.ค. 2565, และอุปสงค์ช่วง High season ในไตรมาส 2 ของ PET จึงคงประมาณการกำไรปี 2565 ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 21%จากปีก่อน แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 57.00 บาท ระยะสั้นหุ้นจะผันผวนตามสถานการณ์ในยูเครน เชิงกลยุทธ์นักลงทุนอาจทยอยสะสมแบบตั้งรับ



Oxiteno ผันผวนน้อย

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันมีความผันผวน ทำให้ตลาดกังวลอัตรากำไรของ Oxitemo ที่ IVL จะเข้าซื้อแล้วเสร็จใน มี.ค.แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าจะไม่เหมือนกรณี Huntsman ที่เข้าซื้อในม.ค.63 ทรัพย์สินของ Hunsman ส่วนใหญ่เป็นต้นน้ำและกลางน้ำ ซึ่งมีอัตรากำไรผันผวนและขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ทำให้ในช่วงที่โควิดเริ่มระบาดในม.ค. 63 ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำและมีผลขาดทุน


อย่างไรก็ตามทรัพย์สินของ Oxiteno ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำซึ่งมีกำไรที่ผันผวนน้อยกว่า คาด Oxiteno จะมี EBITDA 150 ล้านเหรียญฯใน 9 เดือนปี 65 และ 230 ล้านเหรียญฯในปี 66 จากการรับรู้กำไรเต็มปีและซินเนอร์ยี ทำให้ธุรกิจ IOD จะมี EBITDA เพิ่มเป็น 550/580 ล้านเหรียญฯในปี 65/66 หรือคิดเป็น 28%/29% ของ EBITDA รวม จาก 22% ในปี 64


Oxiteno ใช้วัตถุดิบ 80% จากเอทีลีน, โพรพีลีน, และ 20%จากน้ำมันเมล็ดปาล์ม (PKO) เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารลดแรงตึงผิว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษสำหรับใช้ผลิต ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล, ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน, และสารเคลือบผิว สารลดแรงตึงผิวมีส่วนต่างที่ 500-1,000 เหรียญ/ตัน ขึ้นอยู่กับเกรด เดิม IVL มีกำลังการผลิตสารลดแรงตึงผิว 3.91 แสนตันในสหรัฐฯ และ Oxiteno จะเข้ามาเพิ่มอีก 8 แสนตัน รวม 1.2 ล้านตันหรือ 8% ของการผลิตรวมของกลุ่ม


IVL ใช้ผลิตภัณฑ์ต้นน้ำและกลางน้ำของบริษัทเอง 60% ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงของวัตถุดิบ ซึ่งมีความสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทไปยังฐานผลิตภัณฑ์ที่กว้างขึ้น ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำจะสร้างกำไรสัดส่วนเพิ่มเป็น 80% จาก 72% เทียบกับผลิตภัณฑ์ต้นน้ำและกลางน้ำ ที่ 20% ลดลงจาก 28% IVL ตั้งเป้าเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงมากขึ้น


ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อ  ราคาเป้าหมาย 60 บาท โดยส่วนต่าง MTBE ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งเป็น 376 เหรียญต่อตันในก.พ. จากในไตรมาส 4/64 ที่ 202 เหรียญต่อตัน โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อการขยายของ IVL และเชื่อว่าการดำเนินงานทั่วโลกจะสร้าง พรีเมียม และช่วยให้บริษัทต้านทางความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศได้



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”