Official Update :

3 หุ้นใหญ่ ปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ กับเหตุผลที่ถูกหั่นราคาเป้าหมาย

ในช่วงที่เกิดภาวะความตึงเครียดของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งมีมาตรการคว่ำบาตรในหลายด้านทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านกีฬา ด้านความเป็นอยู่การใช้ชีวิต รวมถึงในด้านเศรษฐกิจ การเงินการลงทุน สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบตามมาที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะจบลง หรือจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้เมื่อไหร่ หลายฝ่ายมองกันว่าภาพต่อจากนี้ไปยุโรปกับรัสเซียอาจจะไม่สามารถพึ่งพากันได้อีกต่อไป


ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวจากผลกระทบสงครามระหว่างรัสเซีย - ยูเครน โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรปกระทบต่อการเติบโตของอุปสงค์น้ำมัน อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าตลาดน้ำมันไตรมาส 2/65 จะตึงตัวมากขึ้น


โดยเป็นผลมาจาก 1.เริ่มเห็นผลกระทบนโยบายคว่ำบาตรสินค้าพลังงานของรัสเซียตั้งแต่เดือนเม.ย. (สหรัฐฯ อนุญาตให้ Discharge Cargo ได้ถึงวันที่ 22 เม.ย.) โดย IEA ประเมินว่าอุปทานของรัสเซียจะหายไป 3 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนเม.ย. 2.นโยบายทยอยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของอังกฤษ – ยุโรป 3.การหยุดดำเนินธุรกิจพลังงานในรัสเซียของบริษัทต่างชาติ 4.ปริมาณสต็อกน้ำมันของโลกอยู่ระดับต่ำ 5. ความสามารถเพิ่มการผลิตของ OPEC จำกัด


6.กรณีอิหร่าน - เวเนซุเอลา สามารถกลับมาส่งออกน้ำมันได้ จะไม่สามารถทดแทน Supply gap ที่หายไปจากรัสเซียได้ในระยะสั้น จากเหตุผลข้างต้นเราปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 2565 จาก 72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 90เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และปี 2566 จาก 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


กลุ่มปิโตรเคมี จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในปัจจุบันมากที่สุด เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์แคบลง เพราะต้นทุนวัตถุดิบ Naphtha สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่ความสามารถเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ถูกจำกัดด้วยอุปทานใหม่ในตลาด


นอกจากนี้ อุปสงค์ถูกกดดันจากสงคราม, สัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, และการแพร่ระบาดรอบใหม่ของจีน เราเห็น Downside ในสมมติฐาน Spread ปิโตรเคมีโดยเฉพาะโอเลฟินส์ (PTTGC SCC IRPC) ทำให้เรามีโอกาสปรับประมาณการปี 2565 ลงในอนาคต เพื่อสะท้อนความเสี่ยงข้างต้น


ทั้งนี้เราปรับลดมูลค่าหุ้น (Valuation) ของหุ้นดังกล่าวลง 0.50 SD ถึง 1.00 SD ราคาเหมาะสมใหม่ของ PTTGC อยู่ที่ 59.00 บาท จากเดิมอยู่ที่ 65 บาท ส่วน SCC อยู่ที่ 464  บาท จากเดิมอยู่ที่ 510 บาท และ IRPC อยู่ที่ 3.50 บาท จากเดิม 4.30 บาท



ประเด็นปัจจัยพื้นฐาน

บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ทำให้ IRPC มีโอกาสบันทึกกำไรสต็อกน้ำมันเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรปกติจะไม่เด่นเพราะถูกกคดันจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนน้ำมัน (CrudePremium) อ้างอิง Arab Light OSP ไตรมาส1/65 เป็น Premium 2.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมทั้ง Spread ปิโตรเคมีหลักมีทิศทางอ่อนแอลง PP-Naphtha เฉลี่ย 535 เหรียญสหรัฐต่อตัน -34% จากปีก่อน และ ABS-Naphtha เฉลี่ย 1,046 เหรียญสหรัฐตัน ลดลง 41% จากปีก่อน


ขณะที่สาระสำคัญของ PTTGC แม้ธุรกิจโรงกลั่นมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอัตราการกลั่นทำได้ 101% หลังผ่านช่วงปิดซ่อมในไตรมาสก่อน และค่าการกลั่นสูงขึ้นเป็น 6.4 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตามอุปสงค์การเปิดเมือง และการใช้น้ำมันทดแทนก๊าซ


อย่างไรก็ตามธุรกิจโอเลฟินส์อ่อนแอลงจาก Adjusted EBITDA margin เหลือ 12% ลดลง 11% จากปีก่อน เพราะถูกกดดันจากราคาวัตถุดิบ Naphtha และ LPG ที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจอะโรมาติกส์ต่ำลงเช่นเดียวกัน จากต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และอุปสงค์ได้รับผลกระทบจากนโยบาย Dual control ของจีน ทำให้ P2F margin เหลือ 129เหรียญสหรัฐต่อตัน



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่