สรุปความน่าสนใจของ JDF หุ้นไอพีโอ Food Tech ก่อนเข้าเทรด 7 เม.ย. นี้

ปิดการจองซื้อเป็นที่เรียบร้อยและกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 7 เม.. นี้  สำหรับหุ้นไอพีโอ JDF หรือ บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและพัฒนาสูตรเครื่องปรุงรสอาหารแบบครบวงจร ผ่านการพัฒนาสูตรมาแล้วกว่า 2,000 รสชาติ ให้ลูกค้ากว่า 300 ราย โดยก่อนถึงกำหนดวันเข้าเทรด Wealthy Thai ได้สรุปความน่าสนใจของ JDF มาให้นักลงทุนทุกท่าน เพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจลงทุน



ธุรกิจของ
เจดีฟู้ด

JDF หรือ บริษัท เจดีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจผลิตเครื่องปรุงรสอาหาร ซอส ไส้ขนม อาหารอบแห้งแบบครบวงจร ตามความต้องการของลูกค้า รวมถึง ผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัท เช่น ผงปรุงรสและไส้เบเกอรี่ ตรา ‘โอเค’ ขนมขบเคี้ยวประเภทมะพร้าวอบกรอบ ตรา ‘Crispconut’ และตรา ‘Little Monkey’ ผงปรุงรสสำเร็จรูป ตรา ‘กินดี’ และ ซุปกึ่งสำเร็จรูปตรา ‘GOOD EATS’ เป็นต้น


โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทในปี 2564 มาจากการผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้าและสินค้ารับจ้างผลิต 91.85% ส่วนที่เหลืออีก 6.65% มาจากสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัท



อยู่เบื้องหลังสูตรอาหารมากกว่า
2 พันเมนู

บริษัทมีจุดแข็งที่สำคัญคือบุคลากรที่มีศักยภาพ โดยผู้ก่อตั้งและผู้บริหารมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารมากกว่า 30 ปี รวมถึงมีทีมวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์อาหารที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงในการสนับสนุนการบริการพัฒนาสินค้าและสูตรอาหารของลูกค้าให้มีเอกลักษณ์ รสชาติ กลิ่น และลักษณะตามที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการรับรองคุณภาพการผลิตในระดับสากล ทำให้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาสูตรอาหารให้แก่ลูกค้าในธุรกิจอาหารและร้านอาหารยักษ์ใหญ่ และ SMEs โดยตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทจนถึงปัจจุบันได้พัฒนานวัตกรรมเครื่องปรุงรสอาหาร รวมถึงสูตรอาหารมามากกว่า 2,000 รายการ ให้แก่ลูกค้ามากกว่า 300 ราย



ผลงานย้อนหลัง
3 ปี

สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง ในปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 661.45 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 106.10 ล้านบาท, ปี 2563 มีรายได้ 592.18 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 57.20 ล้านบาท และปี 2564 มีรายได้ 585.70 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 45.39 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 16.04%,  9.66% และ 7.75% ตามลำดับ ซึ่งการลดลงของอัตรากำไรสุทธิเกิดขึ้นจากการลดลงของรายได้จากการขายที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการการจำกัดการแพร่กระจายของ Covid-19 และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายซึ่งเกิดจากการย้ายมาโรงงานใหม่ เพื่อรองรับการผลิตที่มากขึ้นและเติบโตของธุรกิจในอนาคต



ขายไอพีโอ
150 ล้านหุ้น เทรด SET 7 เม.ย. นี้

ส่วนแผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ JDF เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น โดยกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ราคา 2.60 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เท่ากับ 25.78 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลการดำเนินงานในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 ..  - 31 .. 2564) มูลค่าที่ตราไว้ (Par) 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ โดยปัจจุบันได้ปิดการจองซื้อหุ้น IPO เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 7 เม.. 2565



ผู้ถือหุ้นใหญ่เตรียมโยน
Big Lot ให้กรรมการ

ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ของ JDF  คือ กลุ่มครอบครัวหอสัจจกุลโดยมีสัดส่วนก่อน IPO อยู่ที่ 75% หลัง IPO จะอยู่ที่ 54.87% และนางสาวรัตนา เอี้ยประเสริฐศักดิ์ สัดส่วนก่อน IPO อยู่ที่ 25% หลัง IPO อยู่ที่ 18.28%


นอกจากนี้ นายธีรบุล หอสัจจกุล และนางสาวรัตนา เอี้ยประเสริฐศักดิ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ มีแผนจะขายหุ้นสามัญเดิมที่ตนถืออยู่ในบริษัท ให้แก่กรรมการอิสระและผู้บริหาร เพื่อสร้างแรงจูงใจหรือเสริมสร้างกำลังใจให้กรรมการอิสระหรือผู้บริหารในการร่วมงานกับบริษัท โดยจะมีการซื้อขายหุ้นสามัญเดิม 11,000,000 หุ้น คิดเป็น 1.85% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขาย เท่ากับราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนในวันแรกที่หุ้นสามัญของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่าน Big Lot ซึ่งการขายหุ้นสามัญเดิมดังกล่าวไม่เป็นส่วนหนึ่งของการเสนอขายหุ้น IPO



วัตถุประสงค์ในการระดมทุน

ด้านวัตถุประสงค์ในการระดมทุน นางสาวรัตนา เอี้ยประเสริฐศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JDF กล่าวว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ประมาณ 370.50  ล้านบาท เพื่อลงทุนในการวิจัยและพัฒนารวมถึงเครื่องจักรของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง ขยายช่องทางตลาดไปยังต่างประเทศ ทั้งประเทศในกลุ่ม CLMV ประเทศจีนตอนใต้และประเทศอินเดีย และลงทุนในระบบเทคโนโลยีและระบบกึ่งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิต พัฒนาระบบการเชื่อมโยงด้านข้อมูล เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตและยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งใช้ชำระคืนเงินกู้ให้กับสถาบันการเงิน โดยระยะเวลาในการใช้เงินปี 2565-2567



ตั้งเป้าเป็น
ผู้นำการผลิตเครื่องปรุงรสอาหารที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา

อย่างไรก็ตาม บริษัทวางกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องปรุงรสและอาหารแปรรูปที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารอย่างยั่งยืน เพื่อเติบโตในระดับโลก โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทมีการลงทุนในการสร้างโรงงานใหม่บนพื้นที่กว่า 33 ไร่ ที่จังหวัดสมุทรสาคร เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องปรุงรสกว่า 75% จากกำลังการผลิตของโรงงานเดิม


โดยการเข้าจดทะเบียนใน SET ครั้งนี้ จะสนับสนุนให้  JDF เพิ่มศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และความพร้อมในการเติบโต โดยแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต บริษัทยังคงมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่สำหรับตลาดอาหารเพื่อสุขภาพซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง รองรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตที่ให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ (Healthy Snack) โปรตีนหรือผักผลไม้อบกรอบ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช (Plant-Based) โดยบริษัทคาดว่าการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ข้างต้นจะก่อให้เกิดรายได้เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2566 และบริษัทตั้งเป้าเป็นหุ้นที่มีการเติบโตควบคู่กับการคืนผลตอบแทนแก่นักลงทุน



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้