ส่องทิศทางธุรกิจ 3 หุ้นใหญ่กลุ่มลีสซิ่ง ใครจะเติบโตมากกว่ากัน ?
ปีที่ผ่านมาหุ้นลีสซิ่งต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากผู้เล่นหน้าใหม่และธนาคารที่เข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาด ทำให้ผู้เล่นเก่าต้องปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน เพื่อสร้างการเติบโตและอยู่รอดในอุตสาหกรรม โดยวันนี้ Wealthy Thai มีทิศทางธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตปี 2565 ของ 3 หุ้นใหญ่ในกลุ่มลีสซิ่ง ได้แก่ SAWAD, MTC และ TIDLOR มาฝาก
SAWAD ราคาดูแพงน้อยลง
สำหรับ SAWAD หรือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า SAWAD ตั้งเป้าขยายสินเชื่อเชิงรุกในปี 2565 สูงถึง 30% โดยนอกเหนือจากธุรกิจหลักในปัจจุบัน คือ สินเชื่อจำนำทะเบียน (สินเชื่อโฉนดที่ดิน 40% และสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ 40%) แล้ว SAWAD ยังวางแผนขยายสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ (12% ของสินเชื่อรวม) จาก 5.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 สู่ 1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 และตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 8 พันล้านบาท บริษัทจะเจาะตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน (8% ของสินเชื่อรวม) เพิ่มมากขึ้น โดยมีระยะเวลา 5 ปี สำหรับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน (พนักงานประจำ) นอกจากนี้บริษัทก็กำลังทดสอบตลาดสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้า (Buy Now Pay Later) ซึ่งบล.ไทยพาณิชย์ปรับประมาณการอัตราการเติบโตของสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 20% สู่ 25% สำหรับปี 2565 และจาก 18% สู่ 23% สำหรับปี 2566
ด้านส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดจะปรับตัวดีขึ้น จากการมีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซี้อรถจักรยานยนต์ใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง (อัตราดอกเบี้ยมากกว่า 30%) เพิ่มมากขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลผลตอบแทนจากสินเชื่อเช่าซี้อรถจักรยานยนต์ใหม่ ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) คาดเติบโตดี อย่างไรก็ตาม SAWAD คาดว่าจะกันสำรองไม่มากนัก เพราะยังสามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี บล.ไทยพาณิชย์คาดว่าปีนี้ credit cost จะอยู่ที่ 0.75% ปี 2566 ที่ 1% และปี 2567 ที่ 1.2% เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนสินเชื่อมามีสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สินเชื่อเช่าซี้อรถจักรยานยนต์ใหม่ และสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกันเพิ่มมากขึ้น ขณะที่คำแนะนำ ปรับเพิ่มเป็น OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 70 บาท เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาแล้วในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ valuation ดูแพงน้อยลง
MTC สินเชื่อยังเติบโตดี
ส่วน MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า MTC ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปี 2565 ที่ 30% โดยได้รับการสนับสนุนจากกลยุทธ์การกำหนดราคาเชิงรุก การเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับที่บล.ไทยพาณิชย์คาดการณ์ MTC ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่จาก 4.2 พันล้านบาทในปีก่อนสู่ 1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 ปัจจุบันบริษัทอยู่ในช่วงของการเริ่มทดสอบการให้บริการ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" (Buy Now Pay Later) ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ที่ 17-18% ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง บริษัทพบว่าการเติบโตของสินเชื่อเร่งตัวขึ้นในเดือนม.ค. บริษัทวางแผนขยายสาขาเพิ่มปีละ 700 สาขาในปี 2565 และปี 2566 เพื่อเพิ่มจำนวนสาขาเป็น 6,500 สาขาในปี 2565 และ 7,200 สาขาในปี 2566
ด้าน NIM ปรับลดลง แต่มี upside จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะถูกหักล้างโดยต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ credit cost บริษัทจะอยู่ที่ 1.2-1.5% เทียบกับ 0.93% ในปี 2564 จาก NPL ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ โดยคำแนะนำลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ ปรับราคาเป้าหมายของ MTC ลดลงจาก 70 บาท สู่ 67 บาท เนื่องจากปรับประมาณการกำไรลดลง 6% ในปี 2565, 8% ในปี 2566 และ 7% ในปี 2567 โดยหลักๆ เกิดจากการปรับประมาณการกันสำรองเพิ่มขึ้น แต่บล.ไทยพาณิชย์ยังคงเรทติ้ง OUTPERFORM สำหรับ MTC จากกำไรที่คาดว่าจะเติบโตดี 17% ในปี 2565, 30% ในปี 2566 และ 24% ในปี 2567 จากสินเชื่อที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คุณภาพสินทรัพย์ที่สามารถจัดการได้ และ valuation ที่น่าสนใจ
TIDLOR แนวโน้มกำไรแข็งแกร่ง
TIDLOR หรือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า TIDLOR ตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้เติบโต 20-25% และรายได้ค่าธรรมเนียมประกันวินาศภัยขยายตัว 30-35% โดยวางแผนที่จะเปิดสาขาใหม่ 200-300 สาขาเพื่อรองรับการเติบโตของรายได้ในปี 2565 หลังจากที่เปิด 210 สาขา รวมเป็น 1,286 สาขาในปี 2564 อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (CIR) คาดจะลดลงเป็น 57-59% ในปี 2565 จาก 60% ในปี 2564 ด้วยการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง บล.ไทยพาณิชย์คาดการณ์ว่า CIR จะลดลงเหลือ 57.5% ในปี 2565 คาดว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนสำหรับเปิดสาขาใหม่อยู่ที่ 400,000 บาทต่อสาขา
อย่างไรก็ตาม บล.ไทยพาณิชย์ ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2565-2566 ลง 2% สะท้อนภาพสินเชื่อและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น โดยบล.ไทยพาณิชย์ ปรับเพิ่มต้นทุนเครดิตปี 65-66 เป็น 100bps จาก 90bps ซึ่ง TIDLOR คาดว่าต้นทุนเครดิตจะน้อยกว่า 1.5% และอัตราส่วน NPL ต่ำกว่า 2.0% สำหรับปีนี้ บล.ไทยพาณิชย์ ไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์นักเนื่องจากค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 357% ในปี 2564 ทั้งนี้ เชื่อว่า TIDLOR จะไม่ลดการตั้งสำรองส่วนเกินเนื่องจากการเติบโตของสินเชื่ออย่างก้าวกระโดดและผลิตภัณฑ์บัตรเงินสดหมุนเวียนในสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เติบโตดีขึ้น ด้านคำแนะนำลงทุน ยังคงคำแนะนำ ซื้อ แต่ลดราคาเป้าหมายเป็น 44 บาท

