คุยกับ A5 หลังผ่านพายุใหญ่ การเติบโตช่วยสร้างความเชื่อมั่น กับเป้าหมายรายได้ 5 พันล้านบาทใน 5 ปี
คุณศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 กลับเข้ามาเทรดในตลาดหุ้นได้ประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมาก ซึ่งในมุมของบริษัทเราไม่ได้อยากให้เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทาง A5 เชื่อว่า สุดท้ายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทุกอย่างจะกลับมาอยู่ที่พื้นฐาน A5 มีแผนการเติบโตที่ชัดเจน และเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่ให้ไว้
“A5 เข้ามาเทรดในตลาดหุ้นแล้วประมาณ 1 เดือน ซึ่งเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ ซึ่งในมุมของ A5 เอง เราอยากบอกกับนักลงทุนว่า A5 มีแผนการสร้างการเติบโตที่ชัดเจน และเราจะทำตามแผนที่วางไว้ การเข้ามาในตลาดหุ้นไม่ใช่เพื่อการขายหุ้น แต่เป็นการเข้ามาเพื่อสร้างการเติบโต”
หากจะย้อนกลับไปในวันแรกที่บริษัทมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ นั้น เรามี 2 ทางเลือกที่จะเข้า คือ การเข้าผ่านรูปแบบ IPO หรือการระดมทุนปกติ กับ การเข้าตลาดหุ้นแบบ reverse takeover (RTO) โดยจากการพูดคุยกับที่ปรึกษาทางการเงิน ให้คำแนะนำว่า การเข้าแบบ RTO นั้นจะมีความรวดเร็วที่มากกว่า และในขณะเดียวกันตอนที่เราจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะระดมทุนหรือขายหุ้น IPO แต่ต้องการใช้ประโยชน์ในตลาดหุ้นในด้านต้นทุนมากกว่า ดังนั้นเราจึงเลือก RTO เป็นเส้นทางเข้าตลาดหุ้น
ซึ่งในวันที่เราเลือกหุ้นที่จะเข้าดำเนินการ RTO ในวันนั้น ในตัวบริษัทเดิมที่เราเข้ามาทำรายการจากการตรวจสอบไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้ว แต่มีผู้ถือหุ้นกลุ่มเก่าที่ถืออยู่มานานติดอยู่ ซึ่งเมื่อเข้าทำการซื้อขายอีกครั้ง นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวได้เทขายหุ้นออกไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิของเขา ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่เข้ามาซื้อ Biglot ต่อจากผู้ถือหุ้นเดิมนั้น เราไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่จากการติดตามพบว่า เป็นนักลงทุนที่ถือครองหุ้นในระยะยาว และมองถึงมูลค่าบริษัท ซึ่งในกลุ่มนักลงทุนดังกล่าวไม่ได้ติดต่อมายังผู้บริหาร A5 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามในด้านการถือหุ้นนั้น มีคำถามว่า เมื่อผู้ถือหุ้นเก่าบางส่วนเทขายออกไป กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จะซื้อเพิ่มอีกหรือไม่ ต้องขอชี้แจงว่า การซื้อหุ้นเพิ่มนั้นเราทำไม่ได้แล้ว เพราะกลุ่ม ปัญจทรัพย์ ถือครองหุ้นอยู่ที่ 49.32 % หากมีการซื้อเพิ่มจะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของกิจการ หรือ เทนเดอร์ออฟเฟอร์ ซึ่งทางกลุ่มขอยืนยันว่า เราจะไม่มีการขายหุ้นออก และตั้งใจที่จะเข้ามาเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ขอให้นักลงทุนติดตามบริษัทในระยะยาว
“ผมขอยืนยันว่า เราเข้าตลาดหุ้นมาไม่ได้ต้องการจะเข้ามาเพื่อขายหุ้น แต่เป็นการเข้ามาเพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัท ซึ่งในมุมมองของผม เราต้องการสร้างเวลธ์ผ่านการเติบโตและเงินปันผล ดังนั้นเราต้องทำให้บริษัทเติบโต”
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถึงจุดต่ำสุดและกำลังพลิกฟื้น !!
สำหรับภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2565 ส่วนตัว มองว่า ตอนนี้เราอยู่ในจุดต่ำสุดและกำลังฟื้นตัว ที่ผ่านมามีกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อแต่พวกเขาเลือกที่จะรอ รอโปรโมชั่นที่ดีที่สุด แต่จากการสำรวจตลาด เราพบว่า โปรโมชั่นที่ดีที่สุด นั้นน่าจะผ่านไปแล้ว การปรับลดราคาของผู้ประกอบการนั้นไม่เกิดขึ้น ดังนั้นหลังจากนี้เราจะเห็น Pent Up Demand กลับมาอย่างแน่นอน
ความท้าทายในปีนี้ ทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนตัวประเมินว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของไทยต้องการดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นการเติบโต ในขณะที่หนี้ครัวเรือนยังสูงมากเช่นนี้ เศรษฐกิจยังไม่ขยายตัวอย่างจริงจัง การขึ้นดอกเบี้ยจึงเป็นไปได้ยาก ส่วนปัจจัยอีกเรื่องหนึ่งเรื่องราคาวัสดุก่อสร้าง ที่เป็นต้นทุนสำคัญมีการปรับขึ้นบ้าง แต่ใน A5 เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์ เราได้มีการบริหารจัดการด้านต้นทุนเป็นอย่างดี และเราเชื่อว่าจะสามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้
Super luxury เป็นตัวเปิดเกมส์
สำหรับแผนธุรกิจของ A5 นั้นในปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาทเติบโตจากปีก่อนที่ 850 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30 % โดยในปี 2565 วางแผนเปิดตัวบ้านจัดสรร 3 โครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งการรับรู้รายได้จากโครงการ วนา เรสซิเดนซ์ พระราม 9 - ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ที่โอนได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ โดยในไตรมาสที่ 2 แต่ปัจจุบันโอนได้แล้วกว่า 90 % รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก โครงการต้นสน วัน เรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ในย่านเพลินจิต/หลังสวน ซึ่งปัจจุบันมียอดขายกว่า 90% แล้วเช่นกัน ซึ่งนอกจากการทำตลาดในแบรนด์ ระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ แล้ว A5 ยังมองถึงความเป็นไปได้ในการเข้าแข่งในตลาดระดับกลางด้วย
“A5 เรามองในการทำการตลาดในทุกระดับ แต่เราเลือกที่จะใช้การทำบ้านซูเปอร์ลักซ์ชัวรี เพื่อสร้างการจดจำ ซึ่งหลังจากนี้เราจะลุยในตลาดระดับกลางมากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีฐานค่อนข้างใหญ่และเป็นโอกาสการเติบโตที่สำคัญ”
ทั้งนี้ในการบุกเบิกตลาดระดับกลางนั้น ทาง A5 ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เริ่มดำเนินโครงการแล้วในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ในราคาระดับ 3 -5 ล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีมาก และบริษัทมีแผนจะขยายโครงการนี้ในเขตพื้นที่อื่นๆเพิ่มเติมในอนาคต
วางเป้าหมาย TOP5 ของประเทศ
สำหรับแผนการเติบโตในระยะยาวบริษัทวางเป้าหมายจะมีรายได้ที่ 5,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 โดยจะสร้างการเติบโตในทุกระดับราคา ซึ่งส่วนตัวมองว่า การสร้างการเติบโตในช่วงรายได้ไม่ 1,000 ล้านบาท ถึง 10,000 ล้านบาท ไม่ใช่การเติบโตที่ยากนักในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมักจะสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งการเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะมีส่วนช่วยอย่างมากในด้านต้นทุนทางการเงิน และการระดมทุนในรูปแบบต่างๆผ่านตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะช่วยสานต่อเป้าหมายในระยะยาวของบริษัท A5 ที่เราต้องการเป็น TOP5 ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทยในอนาคต

