SCGP มองกลางวิกฤตยังมีโอกาส - ย้ำเป้ารายได้ 1.4 แสนล้านบาท แม้ต้นทุนพุ่งกดกำไรไตรมาส 1เหลือ 1,658 ล้านบาท
SCGP ประกาศงบไตรมาส 1/65 กำไร 1,658 ล้านบาท ลดลง 22% หลังต้นทุนด้านวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมวางแผนบริหารจัดการล่วงหน้า โดยบริษัทได้ทำสัญญาซื้อขายปริมาณถ่านหินระยะยาวที่ต้องใช้ในปีนี้ ย้ำเป้าปีนี้รายได้จากการขายมากกว่า 140,000 ล้านบาท
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2565 มีรายได้จากการขาย 36,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,658 ล้านบาท ลดลง 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี EBITDA อยู่ที่ 4,887 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมรายการพิเศษในไตรมาสก่อน กำไรสำหรับงวดและ EBITDA ในไตรมาสที่ 1/2565 ยังคงสูงกว่าไตรมาสก่อน
ทั้งนี้รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นมาจากการเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้รายได้จากการสร้างการเติบโตร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Merger and Partnership : M&P) ของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab รวมถึงยอดขายจากกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Business) ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ทั้งบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ จากปริมาณความต้องการในกลุ่มสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค การส่งออกอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง และปริมาณความต้องการและราคาของเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้นจากความกังวลด้านการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่กำไรสำหรับงวดที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลมาจากต้นทุนด้านวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม ทั้งนี้ SCGP มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและวางแผนบริหารจัดการล่วงหน้า โดยบริษัทได้ทำสัญญาซื้อขายปริมาณถ่านหินระยะยาวที่ต้องใช้ในปีนี้ เพื่อลดผลกระทบจากราคาที่ผันผวนและปริมาณที่มีจำกัด รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างต่อเนื่อง และวางแผนรับมือปัจจัยความไม่แน่นอนต่าง ๆ เช่น การบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การพิจารณาโครงการลงทุนด้วยความรอบคอบ เป็นต้น
คาดปีนี้ความต้องการฟื้น
สำหรับแนวโน้มความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียนในปีนี้ คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวจากการที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 และเปิดประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ภาคการผลิตปรับตัวดีขึ้นและเกิดการเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์รัสเซีย–ยูเครนยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป
“ในเรื่องของราคาพลังงาน และวัตถุดิบ โดยเริ่มจากวัตถุดิบ จากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงในอเมริกา และยุโรป ทำให้คนไปเก็บกระดาษมากขึ้น ประกอบการค่าขนส่งมีแนวโน้มลดลง ในส่วนวัสดุเศษกระดาษก็มีแนวโน้มดีขึ้น ด้านราคาพลังงานคาดอยู่ในระดับสูง เพราะสงครามยังคงอยู่ สิ่งที่เราได้ดำเนินการคือลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย และบริหารจัดการสินค้า โดยราคาขายที่ปรับเพิ่มขึ้น ลูกค้าจะได้ประโยชน์ด้วย เพราะไม่ได้จ่ายเงินเพิ่มต่อตารางเมตร และเราก็ได้ราคาขายที่เพิ่มขึ้น”
ทั้งนี้ SCGP มุ่งทำรายได้จากการขายในปีนี้ตามเป้าหมายที่ 140,000 ล้านบาท และเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยวางงบลงทุนในปีนี้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้แผน 5 ปี (ปี 2565 – 2569) ที่จะใช้งบลงทุนรวม 100,000 ล้านบาท โดยจะพิจารณาลงทุนอย่างระมัดระวังและรอบคอบ เน้นธุรกิจในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค
พร้อมกับการยึดมั่นในการดำเนินงานตามแผนบริหารความต่อเนื่องของการดำเนินงาน (Business Continuity Management) เพื่อลดความเสี่ยงจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร เน้นด้านการมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการ (Operational Excellence) การสร้างคุณค่าจากการผนึกกำลังทางธุรกิจ การบริหารจัดการต้นทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมท่ามกลางแนวโน้มภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
นายวิชาญ กล่าวอีกว่า การเปิดประเทศเต็มรูปแบบของไทย ทำให้นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจเข้ามาไทยมาขึ้น ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้การใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยมองว่าแนวโน้มไตรมาส 2/65 มีโอกาสดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากมี M&P เข้ามาเพิ่ม 3 โครงการ รวมทั้งการเปิดประเทศทำให้ดีมานด์เพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/65 อีกด้วย
“ในวิฤต จะมีโอกาสเสมอ นั่นคือสิ่งที่เราเน้นย้ำและเห็นโอกาส ในการเติบโตของธุรกิจ โดยโอกาศเราจะเห็นทั้งภายในและภายนอก ซึ่งปัจจัยภายในทั้งจากการขยายกำลังการผลิต และ M&P เป็นต้น ส่วนปัจจัยภายนอกทั้งประเทศไทยที่เริ่มเปิดประเทศ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวมากขึ้น คาดดีขึ้นชัดเจนในไตรมาส 2/65 ส่วนล็อกดาวน์ที่จีนเชื่อมีการจัดการที่เร็วและคลี่คลายได้ครึ่งหลัง ด้านความเสี่ยงด้านสงครามทำให้ราคาพลังงานยังยืนระดับสูง สุดท้ายในวิกฤตย่อมมีโอกาส ทั้งเรื่องส่งออกอาหารแช่แข็งที่จะส่งออกไปยังยุโรปได้ดีขึ้น สะท้อนมาถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ดีขึ้น จึงเชื่อว่าปีนี้ยอดขายจะทำได้มากกว่า 1.4 แสนล้านบาท พร้อมยังมองหาโอกาสขยายการลงทุนในโครงการ M&P อย่างต่อเนื่อง หากมีความชัดเจนจะรายงานให้ทราบอีกครั้งภายหลัง”
นอกจากนี้ SCGP ได้ยึดหลักการดำเนินธุรกิจด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ SCGP ได้เข้าร่วม Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติต่าง ๆ และในปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำกว่า 2,000 แห่งทั่วโลกที่เข้าร่วมในโครงการ เพื่อตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานที่มีการวัดผลทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและสอดคล้องกับเป้าหมายตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต เพื่อให้ SCGP สามารถบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
