2 ข้อต้องรู้!! ก่อนเทรด SCB (เอสซีบี เอกซ์) วันนี้

ในที่สุดก็ถึงวันที่ยานแม่ได้ทะยานออกบินเต็มตัว หลังผ่านการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการจัดตั้ง บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ขึ้นมาเป็น Holding Company และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ชื่อย่อ SCB ซึ่งการขยับตัวครั้งนี้จะช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในการดำเนินงาน เพิ่มความคล่องตัวและขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อมุ่งสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค ซึ่งวันนี้ (27 เม.. 2565) จะเป็นวันที่หุ้น SCB (เอสซีบี เอกซ์) เริ่มซื้อขายเป็นวันแรก จะมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจและควรรู้ก่อนเทรดบ้าง Wealthy Thai รวบรวมมาให้แล้ว


สำหรับประเด็นที่น่าสนใจจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศรับหุ้น SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เริ่มซื้อขายวันที่ 27 เม.ย. 2565 เป็นวันแรกนั้น นักวิเคราะห์จากบล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า

  1. ในการเทรดวันแรกของหุ้น SCB กำหนดให้ราคาซื้อขายต่ำสุด (Floor) ไม่ต่ำกว่า 0.01 บาท และราคาซื้อขายสูงสุด (Ceiling) ไม่เกิน 3 เท่าของราคาสุดท้ายของ SCBB

  2. ในการเทรดวันแรก SCB จะยังไม่เข้าร่วมในการคำนวณดัชนีต่างๆ โดยจะใช้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ที่ราคาปิดของวันที่ 27 เม.ย. 2565 เป็นฐานในการเข้าร่วมดัชนี และเริ่มมีผลต่อดัชนีตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. 2565


ดังนั้นดัชนี SET, SET50, SET100, SETCLMV, SETTHSI, Financials Industry และ Banking Sector จะไม่ได้รับผลกระทบในกรณีที่ราคา SCB อาจผันผวนมากในวันแรก



แนะนำ ซื้อ หวังการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น หลังปรับเป็น
SCBX

ด้านนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หลังกระบวนการปรับโครงสร้างแล้วเสร็จ น่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนของแผนธุรกิจภายใต้ เอสซีบี เอกซ์ ชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปี โดยเฉพาะการรุกตลาดจำนำทะเบียนรถยนต์ในนามของ AUTOX และการปล่อยสินเชื่อช่องทาง Digital จากการเป็นพันธมิตรกับ AIS (AISCB) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Fin tech มากยิ่งขึ้น


โดยกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ของ SCB เป็นไปตามที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดเท่ากับ 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 26.5% ของประมาณการปี 2565 เติบโต 29% จากไตรมาส 4/64 และเติบโต 1% จากไตรมาส 1/64 เพราะ Credit Cost ลดลง หนุนด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จ หรือ กลุ่มสีฟ้า (CDR : Comprehensive debt restructuring) กล่าวคือ ธ.พ. ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมมากกว่าขยายระยะเวลาชำระหนี้ (เช่น ลดดอกเบี้ย หรือ เงินต้น) ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 เพื่อให้ภาระการผ่อนชำระหนี้ต่องวด สอดรับกับความสามารถในการชำระหนี้ ชดเชยรายได้ลดลงจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non – NII) จากรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ในส่วนของ Capital market ตามสภาวะตลาด และรายได้ที่มิใช่การดำเนินงานหลักมีกำไรจากการขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงกว่าไตรมาส 1/65


ส่วนแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/65 แต่คาดจะเติบโตจากไตรมาส 2/64 ที่มีกำไรสุทธิ 8.8 พันล้านบาทเพราะทิศทาง Credit Cost ลดลง อานิสงค์จาก CDR ตามข้างต้นและการตั้งสำรองล่วงหน้าช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 - 2566 ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 8% และ 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 9%  ซึ่งยังไม่ได้รวมส่วนของธุรกิจใหม่ตามข้างต้น


สำหรับคำแนะนำ ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงแนะนำ ซื้อ SCB และให้ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 140 บาท จากการปรับตัวสู่ยุค Digital ค่อนข้างดี สะท้อนผ่านฐานผู้ใช้งาน ณ สิ้นไตรมาส 1/65  ราว 21.4 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีสินเชื่อผ่านช่องทาง Digital ราว 4.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รวมถึงสร้างรายได้บนช่องทาง Digital ประมาณ 1.5 พันล้านบาท คิดเป็น 4% ของรายได้รวม นอกจากนี้ คาดว่าการปรับโครงสร้างองค์กรเป็น SCBX เน้นไปที่สินเชื่อที่ให้ High Yield / ROE และ Fin Tech รวมถึงแผนการนำบริษัทย่อย (เช่น CARDX) เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นและยกระดับ Price to Book Value ซื้อขายระยะถัดไป

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้