โพยหุ้น ปรับพอร์ตการลงทุน ลุยหุ้นประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นและบาทอ่อนค่า
โพยหุ้นสัปดาห์นี้ Wealthy Thai มีเรื่องราวดีๆมาฝากนักลงทุนอีกเช่นเคย โดยประเด็นในครั้งนี้ภายใต้แรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นมากมาย นักลงทุนจะต้องทำอย่างไร อย่างกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น-กลาง เราจะปรับพอร์ตการลงทุนสู่กลุ่มไหน ที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี บทความนี้มีคำตอบมาให้แล้ว
ภายใต้การประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น-กลาง แนะนาปรับพอร์ตการลงทุนสู่กลุ่มที่คาดได้ประโยชน์ในระยะสั้น-กลางจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินบาทที่อ่อนค่า
ทั้งนี้ Quantitative Easing (QE) อัดเงินเข้าสู่ระบบ... กระตุ้น Bull Run ในตลาดหุ้น โดยหากอิงจากสถิติในอดีตธนาคารกลางสหรัฐฯใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นนโยบายการเงินรูปแบบหนึ่งที่ธนาคารกลางซื้อหลักทรัพย์ระยะยาว (MBS และTreasury) จากตลาดเพื่อเพิ่มปริมาณเงินและส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนและยังส่งผลกระทบทางอ้อมคือช่วยลดอัตราดอกเบี้ยด้วยการเสนอซื้อ (Bidding) ราคาตราสารหนี้ในระบบเพื่อต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ
ซึ่งการเพิ่มสภาพคล่องแต่ละครั้งในอดีตล้วนมีความสัมพันธุ์เชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั้งในสหรัฐฯและต่อตลาดหุ้นไทยจากการเก็บสถิติการการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) 5ครั้งล่าสุด พบว่าตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกต่อสภาพคล่องทางการเงินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะครั้งล่าสุดในปี 2563ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนถึงปัจจุบัน Fed ได้ใช้มาตรการ QE เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้งบดุลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่าเท่าตัวจาก 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมี.ค.63 เป็น 9.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายเดือนเม.ย.65 ตลาดหุ้น S&P 500 และ SET Index ปรับตัวขึ้นจาก 2,741จุด และ1,221จุด เป็น 4,484 จุด และ1,701 จุด คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 63.6% และ 39.3% ตามลำดับ
Fed ได้แถลงถึงแผนการลดงบดุลผ่าน Fed minutes ในวันที่ 7 เม.ย. 65 โดยคาดจะเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์หลังการประชุม FOMC ในวันที่ 4 พ.ค. 65 จาก US$0 เพิ่มขึ้นแตะระดับ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 3 เดือน แบ่งเป็นการปรับลดตั๋วเงินคลัง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) จำนวน 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์คือการทำให้อัตราดอกเบี้ยกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงการกู้ยืมและลดความต้องการสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ
หากย้อนไปดูสถิติในช่วงที่ Fed ทำ QT ในปี 2560-62 พบว่า S&P500 จะค่อนข้างผันผวนในลักษณะ sideway-up ในขณะที่ SET index จะเป็นลักษณะ sideway-down อย่างไรก็ตามแผนการทำ QT ในรอบนี้ มีมูลค่าที่สูงกว่า และมีอัตราเร่งที่เร็วกว่าครั้งก่อนมาก จึงมีแนวโน้มสูงที่ผลกระทบในรอบนี้จึงจะมากกว่าเช่นกัน โดยผลที่ตามมาคือ Bond yield จะปรับตัวขึ้นในช่วงแรกของการทำ QT เช่นเดียวกับ Real yield ซึ่งจะทำให้ความน่าสนใจในตลาดหุ้นลดลงหากประเมินผลตอบแทนผ่าน Earning yield gap
หากธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มประกาศใช้มาตรการ QT หลังการประชุม FOMC ในวันที่ 4 พ.ค. 65 คาดผลกระทบของสภาพคล่องทางการเงินที่เริ่มลดลงจะนำไปสู่การ De-rate PE Multiple ของตลาด S&P 500 และ SET Index ที่ปัจจุบันซื้อ-ขายเหนือค่าเฉลี่ยที่ 19.8 เท่า และ 17.6 เท่า
โดยประเมินผลกระทบผ่านการทำ Regression Analysis อิงสมมติฐานดังนี้ 1.ปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบการเคลื่อนไหวตลาดคงที่ 2.Fed จะทำการลด Balance sheet จาก 9.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงเหลือ 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสิ้นปี 2565 ประมาณการอย่างอนุรักษ์นิยมที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เริ่มต้นในเดือน พ.ค
และ 3.อิงข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี เริ่มนับถอยหลังจากวันที่ 6 เม.ย. เนื่องจากเป็นวันก่อนหน้า Fed เผยแผนการทำ QT ผ่าน Fed Minutes พบว่าเป้าหมาย PER ของ S&P 500 และ SET Index จะถูกปรับลดลงเป็น 18.6 เท่า และ 16.6 เท่า ตามลำดับ อิง PER ของ SET Index ที่ 16.6 เท่า และ อิง EPS ปี 2565 ของ Bloomberg Consensus ที่ 97 บาท/หุ้น จะได้เป้าหมาย SET Index ที่ 1,611 จุด ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลัง 10 ปี
กลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น จึงยังไม่แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น และกลับมาเพิ่มน้ำหนักอีกครั้งหลังจากตลาดปรับฐานเข้าใกล้ระดับ 1,610 จุด (แบบบวกลบ)ซึ่งคาดเป็นจุดที่ Price-in การทำ QT แล้ว 100% ในปี 2565 ทั้งนี้ แนะนำปรับพอร์ตการลงทุนสู่กลุ่มที่คาดได้รับผลกระทบจำกัดจากประเด็น QT และได้ประโยชน์ในระยะสั้น-กลางจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและเงินบาทที่อ่อนค่า ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มประกันและหุ้นส่งออก รวมไปถึงกลุ่มท่องเที่ยว แนะนำ BLA, KBANK, SUN, CFRESH, TU, GFPT, PIMO และ SPA

