ราคาหุ้น JMT พุ่งทันที 11.40 % หลังโนมูระพัฒนสินให้ราคาเป้าหมาย 100 บาท ประเมินหุ้นอาจขึ้นได้แรงหลังนักลงทุนแห่ปิด short
ความเคลื่อนไหวของ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2565 มีกำไร 366.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.8% จากช่วงเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 282.82 ล้านบาท
โดยความโดดเด่นของผลประกอบการแม้จะต่ำกว่านักวิเคราะห์ประเมินไว้ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ราคาหุ้นขึ้นไป 100 บาทได้
บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินว่า บล.ให้ราคาเป้าหมายที่ 100 บาท โดยล่าสุดความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลับตัวทดสอบแนวต้านสำคัญ 72 บาท หากผ่านได้ การปรับตัวจะเร่งขึ้น จากการปิดสถานะ Short ของนักลงทุน โดยเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนน่าพอใจ จากที่ทีมกลยุทธ์ประเมินโอกาสเข้าสะสมบ่ายวันศุกร์ หลังงานกำไรไตรมาสที่1 ที่ 367 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน ลดลง 23% จากไตรมาสก่อน ต่ำกว่าคาด 10% ซึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายชั่วคราว
ทั้งนี้ ในทางพื้นฐานทีมกลยุทธ์ประเมินโอกาสหุ้นจะกลับมา Outperform ได้ต่อ จาก 4 เหตุผล
1) ค่าใช้จ่ายประกันภัย ที่สร้าง Negative surprise เบื้องต้นคิดเป็นผลกระทบต่อหุ้นต่ำกว่า 1 บาทต่อหุ้น ไม่สอดคล้องกับราคาหุ้นปรับตัวลงมา 17 บาทตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. หรือ ลดลง 20%
2) Core Business ยังคงแข็งแกร่ง Cash Collection ทำจุดสูงสุดเพิ่มขึ้น45% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน +6.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
3) จัดตั้ง JV AMC กับ KBANKแล้ว ภายใต้ชื่อ JK Asset Management ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท พร้อมต่อยอดระยะยาว
4) ปัจจัยระยะสั้น เข้าคำนวน MSCI และเป็น Top pick ของ MSCI EM ASIA
อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปัจจุบันอยู่บริเวณแนวรับช่วง 68-71 บาท ทีมกลยุทธ์ประเมินเป็นโอกาสเข้าลงทุน แนวรับ 67.5-66.5 บาท แนวต้าน 72-75 บาท ตัดขาดทุนที่ 65.5 บาท ทั้งนี้ นักวิเคราะห์อยู่ระหว่างประชุมร่วมกับบริษัท ซึ่งทีมกลยุทธ์จะอัพเดทข้อมูลทางพื้นฐานอีกครั้งหลังประชุม
บล.เคทีบีเอสที มองว่า บล.ยังให้คำแนะนำ“ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 80.00 บาท จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 95.00 บาท โดยเปันผลจากการปรับลดกำไรสุทธิ และทำให้ROAE ในระยะยาวลดลง บริษัทรายงานกำไรสุทธิไตรมาสที่ 1 ที่ 367 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน ลดลง 11%จากไตรมาสก่อน ต่ำกว่าตลาดคาด -9% จากค่าใช้จ่ายสำรองที่สูง ขณะที่รายได้รวมเป็นไปตามคาด จาก
1) การเข้าซื้อหนี้เสียต่อเนื่องที่ต้นทุน 737 ล้านบาท
2) เงินสดรับที่ดีขึ้น ตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทั้งนี้เราให้ความสนใจต่อการรับรู้ ขาดทุนขั้นต้นธุรกิจประกัน จากค่าเคลมประกัน COVID-19ที่เราคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่กดดันผลการดำเนินงานต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะดีขึ้นในครั้งปีหลัง จากการสิ้นสุด ระยะเวลาคุ้มครองประกัน COVID-19
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ลง -6% อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น53% จากปีก่อน จากการปรับเพิ่ม credit cost และลด GPM ธุรกิจประกันลง ขณะที่เรายังคงประมาณการมูลหนี้ที่เข้าซื้อที่สูงถึง01.0 หมื่นล้านบาท และรายได้รับจ้างติดตามหนี้ที่จะดีขึ้น
ราคาหุ้น outperform SET +18% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จากโอกาสที่จะเข้าคำนวณ SET50 และMSCI ทั้งนี้เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” จากผลการดำเนินงานที่จะขยายตัวสูง และต่อเนื่อง 2-3 ปี หนุนโดยขนาดกองหนี้เสียที่ซื้อบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 1.0 - 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี, กองหนี้ fully amortized ที่จะเพิ่มขึ้นสูง และการร่วมทุนกับ KBANK และสถาบันการเงินอื่นในอนาคต
