โพยหุ้น แจกหุ้นเด็ด พร้อมเคล็ดลับ!! เพื่อรับมือตลาดผันผวนไม่หยุด
โพยหุ้นครั้งนี้มาพร้อมกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร ให้สามารถเอาตัวรอดได้ ในสถานการณ์ตลาดที่ยังผันผวนแบบนี้ จากปัจจัยของความกังวลที่เข้ามารุมเร้าไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นจากต่างประเทศ และภายในประเทศเอง ดังนั้นนักลงทุนจะต้องทำอย่างไร บทความนี้หาคำตอบให้แล้ว
สะท้อนจากมมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขาดดุลแฝด...หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของไทย โดยขาดดุลแฝด (Twin Deficit) คือสถานการณ์ที่เกิดภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และขาดดุลการคลังพร้อมกัน ซึ่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดจากการนำเข้าสินค้า บวกกับเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวต่างประเทศ มีมากกว่าการส่งออก บวกกับเม็ดเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยวไทย
โดยล่าสุดสภาพัฒน์คาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ในปี 2565 ที่ระดับ -1.5% ต่อ GDP ขณะที่การขาดดุลการคลังเกิดจากรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายรับโดยในปีงบประมาณ 2565 (1 ต.ค. 2564 – 30 ก.ย. 2565) สำนักงบประมาณได้ตั้งงบประมาณขาดดุลที่ 7 แสนล้านบาท และปีงบประมาณ 2566 (1 ต.ค. 2565 – 30 ก.ย.2566) มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณที่ระดับ 6.95 แสนล้านบาท
แบงค์ชาติเริ่มแทรกแซงค่าเงินบาท
ทั้งนี้เริ่มเห็นการแทรกแซงค่าเงินบาทของ BoT หลังจากค่าเงินบาทอ่อนค่าราว 3.55% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน และ 3.96%นับจากต้นเดือนถึงปัจจุบัน สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ -7.92% นับจากต้นเดือนถึงปัจจุบัน และ -5.72% จากเดือนก่อน และประเมินว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 เนื่องจาก
1.ประเทศไทยมีโอกาสเกิด Twin Deficit หรือการขาดดุลแฝด และ 2.อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงราว 4.5-5.5%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5% ซึ่งจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทของ BoT สะท้อนให้เห็นว่า BoT เริ่มให้ความสำคัญกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเร็วเกินไป
จึงประเมินว่า BoT อาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งเพื่อพยุงค่าเงินบาทในการประชุมเดือน ก.ย. 65 หรืออย่างช้าในการประชุมเดือน พ.ค. 65 เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าบางชนิดโดยเฉพาะน้ำมันที่ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง รวมถึงต้นทุนในการดำเนินกิจการของภาคเอกชนทั้งในแง่ของต้นทุนสินค้า และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
ลงทุนอย่างไรดีในสถานการณ์แบบนี้ ??
-
ลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า : ชอบกลุ่มส่งออกอาหาร และกลุ่มท่องเที่ยว (CPF, TU, MINT)
-
ลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น : ชอบกลุ่มธนาคาร เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ กับ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น (KBANK)
-
ลงทุนในหุ้นที่มี IBD/E ต่ำ หรือ Net Cash Company : เนื่องจากเป็นหุ้นได้ที่รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยต่ำ (M, HUMAN, MAJOR)
-
ระมัดระวังหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากสินค้าฟุ่มเฟือย : เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง และดอกเบี้ยที่สูงขึ้นกระทบกับผู้มีภาระหนี้ ทำให้ประเมินว่าผู้บริโภคต้องลดการจับจ่ายใช้สอยในสินค้าฟุ่มเฟือย
-
ระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : หาก BoT ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นจะส่งผลต่อการตัดสินใจในการซื้ออสังหาฯ

