ไตรมาส 2 หุ้นโรงไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร เมื่อราคาเชื้อเพลิงยังสูง
ช่วงที่ผ่านมาราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าที่ต้องใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวในการผลิตมีต้นทุนปรับสูงขึ้น ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1/65 ของหุ้นโรงไฟฟ้าหลายตัวปรับลดลง แม้ในช่วงครึ่งปีหลังตลาดจะประเมินว่าราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินมีแนวโน้มลดลง แต่ไตรมาส 2/65 ราคาเชื้อเพลิงยังทรงตัวในระดับสูง ดังนั้นจึงต้องติดตามว่าจะผลกระทบกับหุ้นโรงไฟฟ้าอย่างไร และแต่ละแห่งมีปัจจัยบวกอะไรที่เข้ามาชดเชยปัจจัยลบส่วนนี้บ้าง ซึ่งวันนี้ Wealthy Thai ก็มีข้อมูลมาฝากอีกเช่นเคย
GPSC โครงการ GE เฟส 5 กลับมาผลิต - ปรับขึ้นค่า Ft
สำหรับ GPSC หรือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ที่แม้ไตรมาส 1/65 ผลประกอบการจะออกมาไม่ดีนัก จนราคาหุ้นถูกเทขายอย่างหนัก แต่นักวิเคราะห์ยังคงมุมมองเชิงบวก และคาดว่าแนวโน้มการดำเนินงานจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น และล่าสุดนางศิโรบล บุญถาวร ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสการเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ GPSC กล่าวในงาน Opportunity Day ว่า แนวโน้มไตรมาส 2/65 จะฟื้นตัวจากไตรมาส 1/65 ที่มีกำไรสุทธิ 313 ล้านบาท จากการกลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเต็มกำลังของโครงการ Glow Enerygy Phase 5 ตั้งแต่เดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้มาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการปรับขึ้นค่า Ft ในเดือนพ.ค. - ส.ค. 2565 และมีแนวโน้มจะทยอยปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า โดยคาดว่าปลายปี 2565 อาจมีการปรับขึ้นค่า Ft ราว 0.65 สตางค์ต่อหน่อย และปี 2566 อีกประมาณ 1 บาทต่อหน่อย อีกทั้งบริษัทยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก Avaada Energy ประเทศอินเดีย ที่มีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) และรีไฟแนนซ์ต้นทุนทางการเงิน
ขณะที่แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินซึ่งเป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้คาดว่าผลประกอบการจะดีกว่าครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด รวมถึงใช้แผนบริหารองค์กรและบุคลากรเพื่อจัดการต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา ประกอบการด้วย โครงการ Energy Recovery Unit (ERU) กำลังผลิต 250 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถ COD ได้ต้นปี 2566, โครงการ SPP Replacement อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการแรก คือ Glow Energy ระยะที่ 2 กำลังการผลิตไฟฟ้า 192 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ได้ในไตรมาส 4/65,โครงการ Avaada Energy Private Limited กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 4,608 เมกะวัตต์ โดย COD ไปแล้วจำนวน 23 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้า 2,413 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 13 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้า 2,195 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเริ่ม COD ในปีนี้และปีหน้า, โครงการ Changfang และ Xidao (CFXD) คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้ และการลงทุนโรงงานผลิตแบตเตอร์รี่ NOVA Battery กำลังการผลิตเตอร์รี่ 30 เมกะวัตต์ ร่วมกับ ARUN PLUS ในเครือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะเริ่มผลิตแบตเตอร์รี่ได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยจะมีการศึกษาแนวทางการนำแบตเตอร์รี่ไปใช้ในแพลตฟอร์มของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ ARUN PLUS เป็นผู้ผลิต และจะขยายกำลังการผลิตเป็นระดับ GWh ต่อไปในอนาคต
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.พาย ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ถือ” มูลค่าพื้นฐน 69.0 บท โดยมูลค่าพื้นฐานดังกล่าวสะท้อนภาพรวมธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่อ่อนแอในปี 2565 เพราะเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซที่สูง
BGRIM ปรับขึ้นค่า Ft - รับรู้รายได้กลุ่มลูกค้า IU เต็มไตรมาส
BGRIM หรือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุถึงแนวโน้มไตรมาส 2/65 ว่า กำไรปกติมีแนวโน้มฟื้นตัวจากไรมาสก่อนหน้า จากการปรับขึ้นค่า Ft อีกราว 23.38 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับเดือนพ.ค. - ส.ค. 2565 ของกกพ. ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของ BGRIM ฟื้นตัวจากไตรมาส 1/65 และการรับรู้รายได้จากกลุ่มลูกค้า IU ที่เชื่อมต่อในไตรมาสก่อนหน้าแบบเต็มไตรมาส แต่คาดกำไรปกติจะยังลดลงจากไตรมาส 2/64 จากฐานที่สูง ส่วนคำแนะนำการลงทุน ยังคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2565 ที่ 33.25 บาท มี Upside เหลือเพียง 2.3% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”
BPP ระยะสั้นถ่านหินยังกดดันผลงาน
BPP หรือ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุถึงแนวโน้มไตรมาส 2/65 ว่า คาดกำไรปกติยังไม่ฟื้นตัวเนื่องจากรายได้จากโรงไฟฟ้า Temple I ลดลงจากการออกจากช่วงหน้าหนาวและส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงของโรงไฟฟ้า Nakoso เพราะมีการปิดซ่อมราว 1 เดือน รวมถึงไม่มีการรับรู้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลในไตรมาส 2/65 (รับรู้ในไตรมาส 1/65 ของทุกปี)
ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนใน BPP จะยังไม่น่าสนใจในระยะสั้นเนื่องจากกำไรปกติยังคงถูกกดดันจากราคาถ่านหินที่อยู่สูง จึงคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสมลดลงเป็น 17.50 บาท อย่างไรก็ตามในระยะยาวบริษัทอาจเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากแผน PDP8 ของเวียดนาม เนื่องจากมีโอกาสสูงที่แผนดังกล่าวจะมีการสนับสนุนการเพิ่มกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ Solar Rooftop ซึ่ง BPP มีการเข้าไปลงทุนในบริษัท Solar ESCO ซึ่งทำธุรกิจ Solar Rooftop อยู่ในเวียดนาม คาดแผน PDP8 ของเวียดนามจะมีความชัดเจน ภายใน 1-2 เดือนนี้
GULF ลุ้นผลงานทำนิวไฮ
GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า มองบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของ GULF จากแนวโน้มกำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้าที่แข็งแกร่งกว่า BGRIM และ GPSC คาดไตรมาส 2/65 กำไรเดินหน้าทำสถิติใหม่ต่อเนื่องจากการเริ่ม COD โครงการ GSRC เฟส 3 กำลังผลิต 662.5 เมกะวัตต์ และยังมีโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกมากจากแผน PDP ทั้งของไทยและเวียดนาม จึงยังแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 54.75 บาท
EGCO จะทำจุดต่ำสุดของปี 2565
EGCO หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 2/65 ของ EGCO ราว 2,500 ล้านบาท ลดลง 16% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และลดลง 44% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปี โดยการลดลงจากไตรมาส 2/64 เพราะรายได้ของโรงโซลาร์ (NED และ SPP2-5) ที่ลดลงหลังหมด adder ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Paju ที่ลดลงจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ส่วนการลดลงจากไตรมาส 1/65 เพราะส่วนแบ่งกำไรที่ลดจาก 1. โรง Paju อัตรากำไรลดลงจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ล็อกไว้ต่ำมีสัดส่วนลดลง และเข้าสู่โลว์ซีซั่น และ 2. โรง NTPC ผลิตไฟฟ้าลดลงตามปริมาณน้ำ ทั้งนี้ในด้านของกำไรสุทธิเริ่มเห็นสัญญาณลบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจากสิ้นไตรมาส 1/65 ราว 2 บาทต่อSUSD ซึ่งอาจส่งให้มี fx Ioss ราว 2,000 ล้านบาท มากดดัน (ส่วนใหญ่เป็น non-cash)
RATCH ส่วนแบ่งกำไร HPC และ Riau สูงขึ้น
และสุดท้าย RATCH หรือ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์บล.พาย ระบุว่า คาดกำไรไตรมาส 2/65 ปรับดีขึ้นจากไตรมาส 1/65 จากส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นนของโรงไฟฟ้า HPC และส่วนแบ่งกำไรจากการเริ่ม COD โรงไฟฟ้าพลังก๊าซแห่งใหม่ขนาด 145 MWe ในไตรมาส 1/65 ขณะที่คาดว่าส่วนแบ่งกำไรเต็มไตรมาสจากโครงการที่ COD ในไตรมาส 1/65 และไตรมาส 2/65 ด้วยกำลังการผลิตรวม 476Mwe จะช่วยหนุนผลงานให้เติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/64 โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้มูลค่าพื้นฐาน 48.0 บาท

