คัดหุ้นเด่นที่จะได้รับผลบวกจาก “ชัชชาติ” พร้อมจับตาสิ้นปีนี้รัฐบาลประกาศยุบสภา
จากประเด็นที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ มีหลายนโยบายที่ได้ประกาศมาอย่างน่าสนใจ จะมีหุ้นกลุ่มไหนที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์บ้าง? นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ Wealthy Thai ว่า หากนักลงทุนที่สนใจลงทุนกลุ่มหุ้นสอดคล้องกับนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่นั้น มองกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่าง EA, JR, STARK, FORTH น่าสนใจ เนื่องจาก ให้ดูที่นโยบายที่จะเกิด Synergy กันระหว่างนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ และรัฐบาล อย่างยานยนต์ไฟฟ้า เพราะจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากกว่า
โดยปัจจุบันนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ที่จะเกิด Synergy กับรัฐบาล มีหนึ่งนโยบายที่เกื้อหนุนกันอยู่ คือ ด้านยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจาก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ มีการสนับสนุนเรื่องของการลดการใช้คาร์บอน เพราะตอนหาเสียงก็ยังใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในการหาเสียงอีกด้วย ซึ่งชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับนโยบายตรงนี้ ที่จะเชื่อมโยงมาที่การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานีชาร์จ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่น่าจะเกิดความร่วมมือ และเกิดขึ้นได้เร็ว ระหว่างนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ และรัฐบาล
ขณะที่ประเด็นนโยบายสายไฟฟ้าลงดิน มองว่าประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล และการไฟฟ้าด้วย ซึ่งไม่ใช่งบประมาณของกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นของการไฟฟ้า จึงมองว่าธีมนี้การไฟฟ้าก็ทำอยู่ และอยู่ในแผนงานอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เร็วกว่านี้
“เรื่องของปากท้องอาจจะไม่ใช่น่าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซะทีเดียว เป็นภาพใหญ่ที่ต้องดูแลกำลังซื้อ ไม่ใช่ว่าคุณชัชชาติมาแล้วทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น คงไม่ขนาดนั้น แต่จะเป็นภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครที่คาดหวังว่าจะดีขึ้นมากกว่า จึงมองว่านโยบาย EV น่าจะเด่น”นายณัฐพล กล่าว
สรุปถ้าหากจะมองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ นักลงทุนคงมองไปที่เรื่องของนโยบายที่จะ Synergy หรือ การทำงานร่วมกันกับรัฐบาล ส่วนประเด็นที่จะทำให้ล่าช้าลงไป คือการต่อสัญญาสัมปทาน BTS ที่หลายๆคนรับรู้ไปแล้ว นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไร
การเมืองมีผลต่อตลาดหุ้นแค่ไหน? นายณัฐพล กล่าวว่า ในแง่ของการเมืองเชื่อมกับการลงทุน ถ้าเกิดผลกระทบจริงๆ คือ การเลือกตั้ง ที่จะทำให้เกิด Election rally หรือกลุ่มที่มักจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจาก จะทำให้ประชาชนมีความหวังกับรัฐบาลชุดใหม่ที่น่าจะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมา เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้กล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ฉายภาพการเมืองใหญ่จะมีเลือกตั้งภายในปีนี้หรือไม่? นายณัฐพล กล่าวว่า ในปี 2565 จะมีการจัดประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) จึงคาดน่าจะผ่านเดือนพ.ย.ไปก่อน แต่เชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่ครบกำหนดแน่ๆ เพราะว่าการอยู่จนครบกำหนด มีเงื่อนไขที่ว่าต้องจัดเลือกตั้งภายใน 30 วัน จึงเชื่อไม่น่าจะย้ายพรรคการเมืองทัน เนื่องจากการย้ายพรรคต้องอยู่ในสังกัดพรรคอย่างน้อย 90 วันก่อนเลือกตั้ง
ดังนั้นน่าจะเป็นลักษณะของการยุบสภามากกว่า เพราะการยุบสภาจะต้องจัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 45-60 วัน ซึ่งดูมีเวลามากกว่าที่จะปล่อยให้รัฐบาลหมดอายุ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการยุบสภาหลังจากการประชุม APEC หรือราวประมาณเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งคาดจะทำให้เกิด Election rally กับหุ้นกลุ่ม Domestic Play ในช่วงไตรมาส 4/65 ที่คาดจะสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้ต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1/66 ให้กลับมาดูดีขึ้น
แต่จะเป็นขั้วการเมืองไหนมานั้น ค่อนข้างตอบยาก เพราะว่ากรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกกระแสหนึ่ง แต่หากไปสำรวจในระดับท้องถิ่น พบว่ามีความใกล้เคียงกันมาก และเพื่อไทยก็เสียคะแนนให้พลังประชาชนไม่น้อยเหมือนกัน ดังนั้นสุดท้ายแล้วก็คงต้องมาวัดกันในการเลือกตั้งสนามใหญ่กันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามในแง่ของการลงทุนมองว่าหุ้น Domestic Play ที่เกี่ยวกับสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคจะได้รับผลประโยชน์ อย่าง กลุ่มเครื่องดื่ม OSP, CBG ถัดมาค้าปลีก อย่าง CPALL, MAKRO, BJC รวมทั้งค้าปลีกระดับท้องถิ่น อย่าง DOHOME, GLOBAL เป็นต้น พร้อมด้วยกลุ่ม ร้านอาหาร อย่าง M เป็นต้น และกลุ่มไฟแนนซ์ เช่น SAWAD, MTC ส่วนกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง คาดโครงการต่างๆ จะล่าช้ารอรัฐบาลชุดใหม่มาตัดสินใจ
