Official Update :

เปิดรายชื่อ 5 หุ้นน่าลงทุน ประจำไตรมาส 2/67

ใกล้จบไตรมาส 1/67 แล้ว ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การถูกขายชอร์ตอย่างต่อเนื่อง และกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาด ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อเฟ้นหากลยุทธ์การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ต


วันนี้ Wealthy Thai จึงมีกลยุทธ์การลงทุนและหุ้นเด่นในไตรมาส 2/67 มาฝาก มาดูกันว่าในไตรมาสถัดไปตลาดหุ้นจะมีแนวโน้วเป็นอย่างไร และหุ้นตัวไหนจะน่าสนใจบ้าง


นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2/67 โดยมองผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคฯ ที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง เศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทไทยทำจุดต่ำสุดพร้อมกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่เร่งตัวขึ้น


ประกอบกับวงจรการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้น และความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะลดอัตราดอกเบี้ย จะช่วยชดเชย sentiment เชิงลบจาก valuation ที่แพงของกลุ่มเทคฯ และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน โดยนโยบายของจีนมีแนวโน้มที่จะช่วยจำกัด downside risk ในระยะสั้น


ดังนั้นตลาดน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกับความฝันผวนที่สูงขึ้น ซึ่งภายในฉากทัศน์เศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน กลยุทธ์การลงทุนของฝ่ายวิเคราะห์ คือ การโฟกัสไปที่หุ้นที่ผลประกอบการทำจุดต่ำสุดไปแล้วและเริ่มปรับตัวดีขึ้น


โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุน (rotation) จากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ไปยังตลาดเกิดใหม่ และเม็ดเงินลงทุนใหม่จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่ม non-tech และกลุ่มวัฏจักรมากขึ้นตังแต่ไตรมาส 2/67 เป็นต้นไป


ส่วนหุ้นเด่นฝ่ายวิเคราะห์แนะนำ 1. มีฐานะการเงินและกระแสเงินสดที่ดี, 2. ได้รับโมเมนตัมเชิงบวกจากการฟื้นตัวของภาคการผลิตทั่วโลก, 3. ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และ 4. ได้ประโยชน์จากการเบิกจ่ายงบประมาณที่เร่งตัวขึ้น โดยหุ้นเด่นในไตรมาส 2/67 คือ AOT, GFPT, GULF, KCE และ SCGP


สำหรับปัจจัยพื้นฐานของ AOT นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินแนวโน้มไตรมาส 2/66-67 (ม.ค.-มี.ค.) คาดกำไรปกติฟื้นตัวเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่อง โดยคาดกำไรทั้งปี 2566/67 ที่ 22,135 ล้านบาท โต 139% จากปีก่อน


พร้อมคงมุมมองบวกสำหรับไตรมาสที่เหลือของปีงบประมาณ 2566/67 คาดกำไรฟื้นตัวเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในทุกไตรมาส จากการรับรู้รายได้สัมปทานตามสัญญาจริงเต็มปีหลังสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในสนามบิน (ปี 2565/66 รับรู้ 6 เดือน) และการฟื้นตัวสู่ระดับปกติของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและจำนวนเที่ยวบิน ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 73 บาท


ขณะที่ GFPT นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/67 เบื้องต้นชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามฤดูกาลแต่เห็นปัจจัยบวกจากแนวโน้มปริมาณส่งออกที่ดีกว่าคาด


พร้อมปรับประมาณการกำไรปี 2567 ของ GFPT ขึ้น 2.3% เป็น 1,427 ล้านบาท โต 10.5% จากปีก่อน จากการปรับสมมติฐานส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมขึ้นสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด โดยให้ราคาเป้าหมาย 15.40 บาท ราคาปัจจุบันถูกสุดในกลุ่มอาหาร คงคำแนะนำ “ซื้อ”


ถัดมา GULF นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คงมุมมองกำไรปี 2567 ราว 20,963 ล้านบาท โต 36% เติบโตสูงจากปีก่อนต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจาก 1. รายได้ที่เพิ่มตามการทยอย COD กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่, 2. อัตรากำไรขายไฟ IU ฟื้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ลดลงเร็วกว่า ft


และ 3. ส่วนแบ่งกำไรฯ จากโรงไฟฟ้า Jackson ฟื้นตัวหลัง hedging ความเสี่ยงต้นทุนและปริมาณผลิตไฟเพิ่มและ PTTNGD ต้นทุนก๊าซฯ ลดลงต่อเนื่อง พร้อมคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ที่ราคาเป้าหมาย 50 บาท (รวมมูลค่าโครงการระหว่างเจรจาแล้ว)


KCE นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ไว้เท่าเดิม สำหรับยอดขาย การปรับประมาณการยอดขายในบทวิเคราะห์ KCE-ER วันที่ 14 ก.พ. ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัท


แต่ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการยอดขายไว้ที่เดิมเพราะผู้บริหารยังมองอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปอ่อนตัว ซึ่งเป้าหมายยอดขายโต 4-7% อาจสูงเกินไป สำหรับ GPM มองเท่ากับบริษัทคือ 24% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน เพราะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ โดยรวมคาดกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 2,164 ล้านบาท ฟื้นตัว 26% จากปีก่อน ให้คำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ให้ราคาเป้าหมาย 55 บาท


สุดท้าย SCGP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ปรับกำไรปี 2567 ลง 12% เป็น 5,418 ล้านบาท โต 5% จากการปรับสมมติฐานรายได้ปีนี้ลงเป็น 139,683 แสนล้านบาท เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้


รวมถึงปรับสมมติฐานค่าใช้จ่าย SG&A เป็น 17,300 ล้านบาท เพื่อสะท้อนค่าขนส่งระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง อีกทั้งปรับสมมติฐานต้นทุนทางการเงินขึ้นเป็น 2,021 ล้านบาท เพื่อสะท้อนต้นทุนทางการเงินที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยให้คำแนะนำ เก็งกำไร ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 34 บาท