Official Update :

เปิดโผ 9 หุ้นเด่น เป้าหมาย NVDR เข้าสะสม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยทางการเมือง นอกจากกระทบต่อตลาดหุ้นภายในประเทศไทยแล้ว ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย โดยตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดทุนที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอยู่เสมอ และตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนกลุ่มนี้เป็นจำนวนมากคือการลงทุนผ่าน NVDR


อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา จากปัจจัยภายในประเทศหลาย ๆ ด้าน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย ส่งผลให้มีแรงขายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบันมีแรงซื้อกลับเข้ามาภายหลังความชัดเจนทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการโหวตนายกคนที่ 31 ของประเทศ


โดย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หลังจากโหวตนายกฯ คนที่ 31 เมื่อ 16 ส.ค.67 ถึงวันที่ 27 ส.ค.67 NVDR ซื้อสุทธิมากถึง 7,362 ลบ. ส่งผลให้ยอดสะสมนับจากต้นปีมาถึงช่วงเวลาปัจจุบัน พลิกเป็นซื้อสุทธิ 5,379 ลบ. จากที่ขายสุทธิ 1,983 ลบ. ในช่วงก่อนหน้า สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีความเชื่อมั่นกับปัจจัยการเมืองในประเทศมากขึ้น โดยกลุ่มที่ NVDR ซื้อหนัก เป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และมาตรการกระตุ้นการบริโภคประกอบกับการลงทุนของภาครัฐ เช่น ธนาคารพาณิชย์, ค้าปลีก, อาหารเครื่องดื่ม, และขนส่ง


ส่วนกลุ่มที่มีขายสลับออกไป คือ การแพทย์ และท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ Outperform ตลาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ก.ล.ต. ห้ามนักลงทุนไทยซื้อ NVDR ทำให้ยอดซื้อขายของ NVDR สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างชาติได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเราคาดว่ายังซื้อสุทธิต่อเนื่องหลังปรับดัชนี MSCI วันที่ 30 ส.ค.67 และกลุ่มที่ถูกซื้อหลัก ยังเป็นกลุ่มข้างต้น จากความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น


สำหรับหุ้นที่บล.หยวนต้าคาดว่ายังเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของ NVDR ในช่วงที่เหลือของปี คือ AOT, BEM, BTS, CPALL, CPN, GULF, GPSC, KBANK และ SCB ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมปัจจัยพื้นฐานของหุ้นทั้ง 9 ตัวในมุมมองของนักวิเคราะห์มานำเสนอ


มาเริ่มที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT โดย บล.หยวนต้า แนะนำ “TRADING” ขณะที่ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 65.00 บาท จากการปรับลดกำไรปกติปี 2567 ลง 6% เป็น 1.9 หมื่นลบ. โต 111% จากปีก่อน และกำไรปกติปี 2568 ลง 8% เป็น 2.2 หมื่นลบ. โต 14% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากปรับเพิ่มคาดการณ์ต้นทุน OPEX ขึ้นปีละ 3-4% และผลกระทบจากคำสั่งยกเลิกร้าน Duty free ขาเข้า ทำให้การคำนวณรายได้สัมปทานที่คิดแบบผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำจะลดลงตามพื้นที่ที่หายไปราว 10-13% ของสัญญาในแต่ละสนามบิน โดยประเมิน Downside ต่อรายได้ปี 2567 ที่ 500 ลบ. และผลกระทบเต็มปีสำหรับปี 2568 ที่ 1.7 พันลบ.


บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดย บล.หยวนต้า คงแนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ที่ 11.60 บาท โดยคงประมาณการกำไรปกติปี 2567 ที่ 4.0 พันลบ. โต 13.9% จากปีก่อน ประเมินผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จะเติบโตขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก จากจำนวนผู้ใช้ทางด่วนและรฟฟ. สายสีน้ำเงินที่จะกลับมาเร่งตัวโดยเฉพาะในไตรมาส 3/67 ที่เป็น High Season และการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร รฟฟ. สายสีน้ำเงินจาก 17-43 บาท เป็น 17-45 บาท ทั้งนี้ BEM ยังมี Upside Risk สำคัญที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการได้แก่ 1. โครงการทางด่วน Double Deck และ 2. รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้


บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS โดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด คงคำแนะนำ “NEUTRAL” โดยปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 5.10 บาท เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 1/68 อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองที่ต่ำกว่าคาด จึงปรับประมาณการปี 2568 ลดลงสู่ขาดทุนปกติ 795 ลบ. จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรปกติ 267 ลบ. เพื่อสะท้อนการปรับสมมติฐานจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองลดลง


บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL โดย บล.หยวนต้า คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ที่ 76 บาท พร้อมคงมุมมองบวกต่อ CPALL จากผลประกอบการไตรมาส 2/67 ที่เติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เด่นสุดในกลุ่ม และคาดเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนได้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 อีกทั้งยังได้ประโยชน์โดยตรงจาก Digital Wallet และ Valuation ไม่แพง ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบน PER ปี 67 เพียง 25 เท่า หรือใกล้เคียง -2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี จากผลประกอบการที่เด่นกว่ามีโอกาสหนุนให้ราคาหุ้นฟื้นตัวได้


บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN โดย บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” CPN พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 79 บาท โดยคาดว่ากำไรช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จะยังต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก จากการเข้าสู่ High Season ของธุรกิจศูนย์การค้าและโรงแรมในช่วงท้าย รวมถึงการโอนที่อยู่อาศัยใน Backlog อย่างต่อเนื่อง หนุนคาดกำไรทั้งปี 2567 เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน


บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดย บล.หยวนต้า คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ที่ 55.50 บาท ทั้งนี้ คาดว่ากำไรปกติสามารถเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนได้ต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจากโครงการใหม่ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH ที่เติบโตต่อเนื่องตามการแข่งขันในอุตสาหกรรมมือถือ และ Broadband ที่ลดลง


บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC โดย บล.หยวนต้า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 57 บาท ทั้งนี้ มองว่าหุ้นมีปัจจัยหนุนจากโมเมนตัมงบไตรมาส 2-3 ปี 2567 แข็งแกร่งต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นหุ้นได้ประโยชน์จากทิศทาง Bond Yield ขาลง และเป็นกลุ่ม Defensive ได้รับผลกระทบจากความผันผวนเศรษฐกิจจำกัดเชิงกลยุทธ์กรณีรับความเสี่ยงได้น้อยอาจรอจังหวะลงทุนหลังผ่านช่วงประกาศหุ้นเข้า–ออกดัชนี MSCI


ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK โดย บล.หยวนต้า คงคำแนะนำ “ซื้อ” จากมูลค่าพื้นฐานเดิมปี 2567 ที่ 162 บาท ทั้งนี้ มองเป็นบวกเล็กน้อยหลังเห็นผลดำเนินงานของ KBANK ในไตรมาส 2/67 โดยให้น้ำหนักกับความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น และความเสี่ยงจากลูกหนี้บริษัทใหญ่ในกลุ่มพลังงานทดแทนที่จำกัด ทำให้คาดว่าจะเห็นราคาหุ้นทยอยฟื้นตัว


สุดท้าย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB โดย บล.หยวนต้า คงคำแนะนำ “ซื้อ” จากมูลค่าพื้นฐานปี 2567 ที่ 125 บาท โดยมองว่ามีโอกาสฟื้นตัวจากแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 ที่จะฟื้นตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากค่าใช้จ่ายสำรองและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง ส่วนประเด็นการตั้งสำรองในกรณีของบริษัทในกลุ่มพลังงานทดแทนคาดนักลงทุนจะเริ่มผ่อนคลายความกังวลลง เพราะสินเชื่อดังกล่าวถูกรองรับด้วยกระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้า