จำลองเหตุการณ์หาก TRUE กับ DTAC รวมกิจการกันจะเกิดอะไรขึ้น?

ยังคงเป็นประเด็นและเป็นกระแส รวมถึงยังเป็นคำถามตลอดมาว่า สรุปแล้วทาง “กลุ่มเทเลนอร์” จะทำการถอนธุรกิจออกจากประเทศไทย ด้วยการขายหุ้น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC หรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งล่าสุดเองก็เป็นช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมานี่เอง


โดยก่อนหน้านี้ TMT Finance สำนักข่าวทางการเงินของประเทศอังกฤษ อ้างว่าทาง เทเลนอร์ เอสเอ กำลังพิจารณาขายหุ้น DTAC ขณะเดียวกันทาง TMT Finance ยังได้อ้างอีกว่า ทรู คอร์ปอเรชัน (TRUE) คือหนึ่งในนักลงทุนที่มีแนวโน้มจะเข้ามาถือหุ้นใน DTAC โดยคาดว่า TRUE เองกำลังอยู่ในช่วงหารือแบบทวิภาคีกับฝั่ง เทเลนอร์ ถึงความเป็นไปได้ที่จะเข้าซื้อกิจการ เพราะ TRUE ต้องการจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของไทย


อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าว นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้ TRUE + DTAC จะกลายเป็นผู้เล่น เบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมแทน ADVANC ในแง่ของจำนวนผู้ใช้บริการ โดยเมื่อรวมกันแล้วจะส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้บริการเป็น 50,947,000 ราย แบ่งเป็น Pre-paid จำนวน 34,247,000 ราย และ Post-paid จำนวน 16,699,000 ราย แซงหน้า ADVANC ที่มีจำนวน 43,234,000 ราย


ขณะที่ในด้านของธุรกิจรายได้จากโทรศัพท์มือถือเมื่อรวมกันในปี 65 จะอยู่ที่ 139,974 ล้านบาท ซึ่งมากกว่า ADVANC ที่อยู่ในระดับ 124,467 ล้านบาท สำหรับมาร์เก็ตแชร์ในด้านของโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ 52.9% มากกว่า ADVANC ที่อยู่ระดับ 47.1% ส่วนธุรกิจบรอดแบนด์ยังคงเป็นผู้นำ แต่ขณะที่ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์มือถือยังคงเป็นรอง ADVANC


ในด้านของ EBITDA ช่วงปี 65 จะอยู่ที่  86,354 ล้านบาท แต่จะน้อยกว่า ADVANC ที่ทำได้ในระดับ 97,070 ล้านบาท รวมถึงกำไรหลักหาก TRUE และ DTAC รวมกันจะอยู่ที่ 5,521 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าทาง ADVANC ที่จะทำได้กว่า 28,827 ล้านบาท ทั้งนี้ถึงแม้ว่าการรวมกันของ TRUE กับ DTAC จะยังด้อยกว่าในแง่ของ EBITDA และกำไรปกติสะท้อนโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน หรือ Potential Synergy ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง


แต่อย่างไรก็ตามโอกาสเกิดขึ้น ไม่ง่าย เต็มไปด้วยข้อจำกัดในมุมมองของเรา ดีลดังกล่าวมีอุปสรรคจำนวนมากและไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้น เช่น 1) กฏเกณฑ์ของภาครัฐโดยเฉพาะประเด็นความเข้มข้นของตลาด 2) การเจรจาต่อรองที่อาจไม่ประสบความสำเร็จ หรือ 3) Telenor อาจไม่ได้อยาก Exit หรือปรับโครงสร้างในตลาดประเทศไทยเหมือนในตลาด ต่างประเทศก็เป็นไปได้ซึ่งโอกาสเกิดกรณีนี้จะสูงขึ้น


ทั้งนี้หากภาครัฐเปิดการประมูลคลื่น 3500MHz ในปี 2565 และ DTAC สามารถประมูลคลื่น 3500MHz เพื่อนำมาปลดล็อกศักยภาพในการลงทุน 5G เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด ดังนั้นคาดการณ์ของเราจึงเป็นเพียงการทำตัวเลขเบื้องต้นเพื่อให้นักลงทุนเห็นถึงความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นเท่านั้นซึ่งโอกาสดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่