“Eminence” ก้าวสู่ปีที่ 55 ชูแนวคิด Wellbeing for All ตั้งเป้าปี 69 โตสวนตลาด 20% สยายปีกลุย Health-Tech ใน Q4
“กลุ่มบริษัท เอ็มมีเน้นซ์” หรือ “Eminence” ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ ก้าวสู่ปีที่ 55 ประกาศปรับบทบาทสู่ Solution Partner ชูแนวคิด “Wellbeing for All” พร้อมตั้งเป้าปี 2569 เติบโตสวนกระแสตลาด 20% และวางเป้ารายได้ระยะยาวพุ่งแตะ 1,000 ล้านบาท เร่งทุ่มงบปั้นธุรกิจ Health-Tech เปิดศูนย์ HealthTech Experience Center ภายในไตรมาส 4 นี้ เพื่อยกระดับสุขภาวะคนไทยครบวงจร
เนื่องจากกลุ่มบริษัท เอ็มมีเน้นซ์ (Eminence) อาจยังไม่เป็นที่คุ้นหูของผู้บริโภคทั่วไปมากนัก แต่ในวงการการแพทย์และอุตสาหกรรมสุขภาพ บริษัทแห่งนี้คือกำลังสำคัญที่ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากทั่วโลกมายาวนานกว่า 55 ปี (ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2514) ปัจจุบันบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่ 2 คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์
ยกระดับสู่ Total Healthcare Solution ในปีที่ 55
คุณสุชานันท์ เปิดเผยว่า ตลอด 55 ปี บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “The Promise of Health” หรือพันธสัญญาแห่งสุขภาพ ทว่าปัจจุบันบริษัทไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงตัวแทนจำหน่าย (Distributor) อีกต่อไป แต่มุ่งมั่นสู่การเป็น Solution Partner หรือ Total Healthcare Solution และเป็น Trusted Bridge ที่เชื่อมนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกมาสู่คนไทยในราคาที่จับต้องได้
"เอ็มมีเน้นซ์ไม่ได้ทิ้งรากฐานเดิม แต่เป็นการต่อยอดจากประสบการณ์กว่า 55 ปีในธุรกิจสุขภาพ ไปสู่การเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมสุขภาพที่คัดเลือก ให้ความรู้ และทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้ได้จริงในบริบทของประเทศไทย" คุณสุชานันท์ กล่าว
ปัจจุบัน ภาพรวมตลาดเครื่องมือแพทย์ไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท (ยอดขายในประเทศราว 7.3 หมื่นล้านบาท) โตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี ขณะที่บริษัทตั้งเป้าหมายปี 2569 เติบโตถึง 20% ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย และวางเป้าหมายรายได้ในอนาคตพุ่งสู่ 1,000 ล้านบาท จากปี 2566 ที่มีรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเมกะเทรนด์ ทั้งสังคมสูงวัย, โรคเรื้อรัง (NCDs), การขยายตัวของ Medical & Wellness Tourism และการมองว่าสุขภาพเป็นเรื่องของการลงทุนเชิงไลฟ์สไตล์ การมีสุขภาพอันดีคือ New Luxury ของยุคนี้
กลยุทธ์ 3 แกนหลัก ขับเคลื่อนธุรกิจ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย บริษัทได้วาง กลยุทธ์ 3 แกนหลัก ได้แก่
-
Strengthen the Core: เสริมความแข็งแกร่งให้ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก
-
Build Own Brand: พัฒนาแบรนด์ของตัวเอง โดยตั้งเป้าขยายสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
-
Expand to Healthtech & Wellbeing: รุกตลาดเทคโนโลยีสุขภาพและสินค้าเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี
ควบคู่กับพันธกิจ 5 ข้อหลัก คือ 1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ 2. การสร้างพันธมิตรและขยายช่องทางจัดจำหน่าย 3. การพัฒนามาตรฐานบริการหลังการขาย 4. การเป็นองค์กรที่ปรับตัวได้เสมอ (Adaptable Organization) 5. การยึดมั่นใน ESG
สำหรับ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ในปัจจุบัน ประกอบด้วย
-
กลุ่มธุรกิจทันตกรรม (Dental): โซลูชันครบวงจรสำหรับทันตแพทย์ นำโดยด้ามกรอฟันแบรนด์ NSK ซึ่งบริษัทครอง ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1, ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน BlancOne จากอิตาลี และกล้อง Microscope Zumax รองรับ 4K
-
กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาล (Medical): ครอบคลุมงานธนาคารเลือดและห้องปฏิบัติการ นำโดยถุงบรรจุโลหิต JMS จากญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทติดอันดับ Top 3 ในกลุ่มถุงเก็บเลือด และตู้เย็นเก็บเลือด KW จากอิตาลี
-
กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare): ดูแลช่องปากและสุขภาพในบ้าน นำโดยแบรนด์ Dentalpro จากญี่ปุ่น ที่ครองแชมป์แปรงซอกฟันอันดับ 1 ในญี่ปุ่น, เครื่องวัดความดัน Citizen รวมถึงแบรนด์ของบริษัทเอง (Own Brand) อย่าง FURANO เจ้าของเม็ดฟู่ทำความสะอาดรีเทนเนอร์ และ Prosper เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะเทคโนโลยี DEXA
-
กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย (Industrial): เครื่องจักรมาตรฐานสากลสำหรับอุตสาหกรรมยา เช่น เครื่องตอกเม็ดยา JCMCO และเครื่องบรรจุ CVC
ทุ่มงบรุก Health-Tech ลุยต่างประเทศครึ่งหลังปี 2569
นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ Health-Tech พร้อมทุ่มงบจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center ภายในไตรมาส 4/2569 เพื่อเป็นพื้นที่เปิดให้ผู้บริโภคได้สัมผัสและทดลองใช้นวัตกรรมสุขภาพระดับโลกจริง ตอบรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพจาก Reactive (รักษา) สู่ Proactive (ป้องกัน) และ Wellbeing & Healthy Aging เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2572
ด้านการบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางความท้าทายจากอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 5-10% บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (Forward) และบริหารจัดการภายในเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค พร้อมกันนี้ ยังเตรียมรุกขยายตลาดต่างประเทศอย่างจริงจังในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเน้นการส่งออกผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง (Own Brand) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
“เราอยากเติบโตด้วยศักยภาพของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง และมองการเติบโตที่ยั่งยืน ไม่ใช่การเติบโตแบบฉาบฉวย โดยในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายให้ Eminence ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ที่ผู้บริโภคนึกถึง (Top of Mind) เมื่อนึกถึงนวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีด้าน HealthTech ที่ช่วยยกระดับ Wellbeing” คุณสุชานันท์ กล่าวทิ้งท้าย
