Official Update :

บริษัท “ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”... เริ่ม “ออมเอง” จากตรงไหนดี?

Wealth EZ: “เป็น first jobber ค่ะ ตอนนี้ทำงานผ่านโปรแล้ว ได้เงินเดือน 20,000 แล้วก็ตามหัวข้อเลยค่ะ บริษัทที่ทำ ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เลยอยากหากองทุนหรือหาวิธีออมเงินค่ะ


ตอนนี้ค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน อยู่ที่ประมาณ 12,000 ค่ะ จะมีเหลืออยู่ประมาณ 7,000 ได้ ไม่รวมค่ากินอีกประมาณ 3,000-4,000 บาท ก็จะเหลือเงินอีกประมาณ 3,000 บาท ควรจะเอาไปออมเงิน หรือลงทุนกับอะไรดีค่ะ (ส่วนตัวที่สนใจ คือ ThaiESG หรือประกันที่มีจ่ายเงินคืนแต่ละปี แต่ไม่รู้ว่าควรเลือกแบบไหนดี)”


ก่อนอื่นต้องบอกว่ารู้สึกดีใจมากกับเด็กรุ่นใหม่อย่างน้องที่เริ่มคิดถึงความมั่นคงทางการเงินในอนาคตทันทีที่เริ่มมีรายได้เป็น First Jobber” ถือเป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ


ประเด็นของน้องที่ถามมา ก็คือ “บริษัทที่ทำ ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เลยอยากหากองทุนหรือหาวิธีออมเงิน...”


อยากจะบอกน้องก่อนเลยนะ “เครื่องมือการออมสำคัญ แต่วิธีการออมสำคัญกว่า”


“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เป็นเครื่องมือการออมเงินเพื่ออนาคตที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะได้ “ประโยชน์เรื่องภาษี” คือ เงินที่น้องออมสามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่น้องออมจริง แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ เช่น RMF, กบข., กองทุนการออมแห่งชาติ ฯลฯ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท แถมยังได้รับ “เงินสมทบ” จากนายจ้างฟรีๆ ด้วย และยังมีนโยบายการลงทุนหลากหลายให้น้องได้เลือกลงทุนตามความเหมาะสมของน้อง


“แต่ไม่ใช่ว่าจะมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเครื่องมือเดียวเท่านั้น ยังมีเครื่องมือการออมอื่นๆ อีกหลายอย่างที่น้องสามารถเลือกออมได้ เพื่อ สร้างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนตัว ขึ้นมาเองได้ครับ”


แต่ก่อนจะไปพูดถึงเครื่องมืออื่นๆ น้องมาพูดถึงสิ่งที่สำคัญกว่า คือ “วิธีการออม”


​จากข้อมูลที่น้องให้มา:

  • รายได้: 20,000 บาท
  • รายจ่ายประจำ + ค่ากิน: 12,000 + 4,000 = 16,000 บาท

  • เงินเหลือออม/ลงทุน: ประมาณ 3,000 - 4,000 บาทต่อเดือน


น้องจะเริ่มออมอย่างไร น้องลองไปอ่านบทความของ CFP ในหัวข้อ “หาแรงบันดาลใจในการเก็บเงินครับ” คำแนะนำ แผนปฏิบัติการ และรายงานวิจัยเชิงพฤติกรรมที่จะช่วยให้น้องเริ่มต้นได้อย่างมั่นคงครับ

“แผนปฏิบัติการ” (Action Plan) สำหรับเงินเหลือ 3,000 บาท (หรืออาจมากกว่านี้ ถ้าน้องบริหารรายจ่ายได้เพิ่มขึ้น)

เนื่องจากน้อง “ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ที่หักเงินอัตโนมัติ น้องจะใช้หลักการ "DCA (Dollar Cost Averaging) + Auto-Invest" เพื่อจำลองระบบหักเงินเดือนอัตโนมัติขึ้นมาเอง โดยแบ่งเงิน 3,000 บาท ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้:


ส่วนที่ 1: เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ตั้งเป้าหมายเก็บให้ได้ 1,500 บาท/เดือน โดย


1.เก็บออมในบัญชีออมทรัพย์ที่สามารถถอนมาใช้ได้สะดวกเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป้าหมายเก็บให้ได้เดือนละ 500 บาท เพื่อเก็บให้ได้ประมาณเท่ากับค่าใช้จ่าย 2 สัปดาห์ ในกรณีของน้อง น้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในแต่ละเดือนอยู่ที่ 16,000 บาท ดังนั้น น้องควรมีเงินในบัญชีออมทรัพย์ประมาณ 8,000 บาท และเมื่อไหร่ก็ตามที่เงินในบัญชีออมทรัพย์เหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 1 สัปดาห์ (4,000 บาท) น้องค่อยโอนเงินจากบัญชีออมเพื่อสำรองยามฉุกเฉินมาเพิ่มให้ครบ 8,000 บาท


เหตุผลที่ให้ออมในบัญชีออมทรัพย์เพียงค่าใช้จ่าย 2 สัปดาห์ เพราะ

  • ดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ต่ำมาก ไม่ควรออมไว้เยอะเกินไป เพราะจะทำให้เงินน้องไม่โต ขณะที่ค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่ามาก และไม่ควรเอาเงินไปลงทุนซะหมด หรือออมในบัญชีออมทรัพย์ไว้น้อยเกินไป เพราะจะทำให้น้องเครียดกับตัวเองมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามแผนที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายก็จะเลิกทำ เป้าหมายในอนาคตก็จะไม่สำเร็จ

  • เงินในบัญชีออมทรัพย์ ถอนได้สะดวก ยิ่งปัจจุบันมีโมบายแบงค์กิ้งยิ่งถอนได้สะดวก ทำให้โอกาสที่น้องจะชนะใจตัวเองในการใช้จ่ายเงินตามแผนยิ่งยาก


2.เก็บออมบัญชีเงินสำรองยามฉุกเฉิน เป้าหมายเก็บให้ได้เดือนละ 1,000 บาท เพื่อสะสมให้ได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย (ประมาณ 48,000 - 96,000 บาท) เพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย หรือ เปลี่ยนงาน โดยพักเงินในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เผื่อไว้สำหรับโอกาสการลงทุนที่มาอย่างไม่คาดฝัน หรือ เป้าหมายระยะสั้น (1-3 ปีข้างหน้า) เช่น ท่องเที่ยว หรือซื้อของชิ้นใหญ่ ฯลฯ โดยเก็บออมในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง และสภาพคล่องสูง (อาจจะถอนใช้ยากกว่าบัญชีออมทรัพย์บ้าง)


อย่างเช่น บัญชีเงินฝากดิจิทัล (e-Savings) ที่ให้ดอกเบี้ยสูง (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.5% - 2.2% ต่อปี) เช่น Kept, Dime!, LHB M Choice, ฯลฯ ที่อาจมีเงื่อนไขการถอน เช่น จำกัดจำนวนครั้งที่ถอนในแต่ละเดือน หรือ กำหนดยอดเงินคงเหลือขั้นต่ำ หากมีการถอนเงินออกจนยอดต่ำกว่าเกณฑ์ อาจไม่ได้รับดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ เป็นต้น หรืออย่างพวกกองทุนตราสารหนี้ที่สามารถถอนได้ทุกวันแต่ได้เงินวันรุ่งขึ้น โดยน้องอาจจะตั้งโอนอัตโนมัติทันทีในวันที่เงินเดือนออกเพื่อรักษาวินัยในการออม


ส่วนที่ 2: การลงทุนเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต ตั้งเป้าหมายเก็บให้ได้ 1,500 บาท/เดือน

พี่ขอให้คำแนะนำอย่างนี้นะ

1.ไม่แนะนำประกันที่มีจ่ายเงินคืนแต่ละปีนะ เหตุผลเพราะ

  1. ประกันประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นการออมระยะยาว เพราะผลตอบแทนต่ำโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ

  2. การมีเงินคืนให้ทุกปี จะทำให้เงินก้อนที่น้องควรมีตอนเกษียณลดน้อยลง ซึ่งต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ สร้างเงินก้อนให้มากที่สุดในวันที่น้องเกษียณ ดังนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงไม่มีเงินคืนให้เลยระหว่างการออม


“แต่ก็เข้าใจน้องนะ เพราะตามจิตวิทยาการเงิน เรื่อง ‘Familiarity Bias’ (อคติความคุ้นชิน) First Jobber หลายคนมักจะซื้อประกันเพราะคนรอบตัวบอกว่าดี หรือรู้จักอยู่แค่อย่างเดียว แต่งานวิจัยพบว่า การจำกัดตัวเองอยู่แต่สินทรัพย์ที่คุ้นเคยในวัยเริ่มต้น (เช่น ฝากธนาคารอย่างเดียว หรือซื้อแต่ประกัน) จะเสียโอกาสสร้างความมั่งคั่งจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ในหุ้นระยะยาว ซึ่งวัย 20 กว่าๆ เป็นวัยที่ได้เปรียบเรื่อง เวลา มากที่สุด”


2.ไม่แนะนำการออมเงินที่ลดหย่อนภาษีได้ เหตุผลเพราะ

เนื่องจากน้องรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ (เงินเดือนขั้นต่ำที่เริ่มเสียภาษีเงินได้ คือ 25,833.33 บาท) แต่ถ้าวันใดน้องมีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี พี่ก็อยากแนะนำการลงทุนที่ได้ประโยชน์ทางภาษี 2 เด้ง คือ ลดหย่อนภาษีได้ ผลประโยชน์ที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี


เมื่อก่อนยังมีกองทุน SSF แต่ปัจจุบันไม่มีกองทุน SSF แล้ว แต่มีกองทุนที่ออกมาให้น้องเลือกแทนได้ คือ TESG” (Thailand ESG Fund) ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ถึงปี 2575 ถ้าน้องได้ฟังใครพูดถึง SSF จะขอเปรียบเทียบไว้ให้ดูตามนี้ครับ



หมายเหตุ
: ปัจจุบัน “TESG” ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 300,000 บาท และระยะเวลาถือครองเพียง 5 ปี แต่สิทธิประโยชน์นี้จะหมดสิ้นปี 2569 ซึ่งน้องยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ พี่จึงไม่แนะนำให้ซื้อปีนี้นะ


อีกกองทุนที่น่าสนใจ เมื่อน้องต้องการลดหย่อนภาษี คือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) ที่นอกจากประโยชน์ด้านภาษีแล้ว ยังเป็นการสร้างเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณเหมือน “กองทุนสำรองเลี้ยง”ชีพ


สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ “RMF” ที่น้องจะได้ มีดังนี้

  • เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อ RMF จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้ แต่เมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้าการออมเงินเพื่อเกษียณ อย่างเช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฯลฯ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

  1. เงื่อนไขขาเข้า คือ ต้องซื้อ RMF ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง และต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี ติดต่อกัน

  2. เงื่อนไขขาออก คือ ต้องถือ RMF ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก และไถ่ถอน RMF เมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่ไถ่ถอนเพราะเหตุทุพพลภาพหรือตาย ถ้าถือ RMF ครบตามข้อนี้ น้องจะไม่ซื้อ RMF ต่อไป หรือจะซื้อ RMF ปีใดปีหนึ่ง และจะซื้อหน่วยลงทุนเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้

  • ถ้าถือ RMF ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปนับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ จากการขาย RMF ยกเว้นภาษี (กฎกระทรวง ข้อ 2(65)) การนับระยะเวลา 5 ปีจะนับเฉพาะปีที่น้องได้ซื้อ RMF ถ้าผิดเงื่อนไข น้องก็จะหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ และต้องคืนภาษีที่ได้ยกเว้นย้อนหลัง 5 ปี แต่ถ้ายื่นภาษีเพิ่มเติมภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 5%/เดือน


สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ

ก.ถ้าน้องผิดเงื่อนไข 5 ปี ไม่ว่าถอนหรือ หยุดซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกัน น้องต้องคืนภาษี และถ้ามีผลประโยชน์เกิดขึ้น ผลประโยชน์นั้นต้องเสียภาษี แต่ถ้าน้องคืนภาษีโดยยื่นภาษีเพิ่มเติมภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป น้องจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 5%/เดือน คิดดูดีๆ แล้ว เรื่องภาษีที่น้องลดหย่อนไป และถูกสรรพากรเรียกคืน เพราะน้องผิดเงื่อนไข น้องมีแต่ได้กับได้เลยนะ


ตัวอย่างเช่น หากปีนี้น้องซื้อ RMF 100,000 บาท ได้เงินภาษีคืนมา 20,000 บาท (ถ้าน้องไม่ซื้อ RMF เงินภาษี 20,000 บาทนี้จะอยู่ที่สรรพากร พูดง่ายๆ น้องขาดทุนภาษี 20,000 บาทอยู่แล้ว) ปีหน้าน้องขาย RMF ทั้งก้อนได้เงินมา 140,000 บาท (เป็นเงินต้น 100,000 บาท กำไร 40,000 บาท) เนื่องจากน้องถือแค่ปีเดียว (ไม่ถึง 5 ปีตามเงื่อนไข) น้องก็ต้องคืนภาษี 20,000 บาท แต่ถ้าน้องคืนภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป น้องจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5%/เดือน แปลว่า น้องได้ภาษีมา 20,000 บาท ตอนคืนก็คืน 20,000 บาท จะเห็นว่าน้องไม่ขาดทุนอะไรเลย  เหมือนกับสรรพากรให้เงินน้องยืมใช้ฟรีๆ โดยไม่เสียดอกเบี้ย


ส่วนกำไร 40,000 บาทต้องเสียภาษี เพราะถือไม่ถึง 5 ปี สมมติอัตราภาษีน้องอยู่ที่ 20% กำไร 40,000 บาท น้องต้องเสียภาษี 20% คือ 8,000 บาท น้องก็ยังมีเงินเหลือ 32,000 บาท สรุปก็ยังมีเงินเหลือในกระเป๋ามากกว่าไม่ซื้อ RMF อยู่ดี


ข.ถ้าน้องไม่ผิดเงื่อนไข 5 ปี คือ ถือ RMF ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปนับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ จากการขาย RMF ยกเว้นภาษี แต่ถ้าน้องขายคืน RMF ก่อนอายุครบ 55 ปี ก็ถือว่าผิดเงื่อนไข ไม่ว่าถอนหรือ หยุดซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกัน น้องก็ต้องคืนภาษีย้อนหลัง 5 ปีอยู่ดี โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 5%/เดือน ถ้าน้องคืนภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปเหมือนข้อ ก. สรุปการไม่ผิดเงื่อนไข 5 ปีดีกว่าข้อ ก. ตรงผลประโยชน์ที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี


ตัวอย่างเช่น สมมติน้องถือ RMF มาได้ 9 ปี ซื้อปีละ 100,000 บาท รวมเงินต้น 900,000 บาทได้ภาษีคืนปีละ 20,000 บาท รวม 9 ปีได้ภาษีคืน 180,000 บาท ถ้าน้องขายคืน RMF ในปีที่ 10 ได้เงินมา 1,000,000 บาท น้องต้องคืนภาษีย้อนหลัง 5 ปี เท่าที่น้องได้ลดหย่อนคือ  100,000 บาท เหมือนสรรพากรให้เงินน้องยืมฟรีไม่คิดดอกเบี้ย (ถ้าน้องคืนภาษีโดยยื่นภาษีเพิ่มเติมภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป) ส่วนภาษีที่ได้ลดหย่อน 80,000 บาทที่เหลือ สรรพากรไม่ทวงคืน แถมกำไรที่ได้ 100,000 บาทยกเว้นภาษีให้อีก


“สรุป ก็คือ การลงทุนใน ‘RMF’ เป็นการลงทุนที่ให้แต่สิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยน้องไม่เสียประโยชน์ทางภาษีใดๆ หากทำตามเงื่อนไข ดีที่สุด คือ ลงทุนต่อเนื่อง และถือ RMF ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก และไถ่ถอน RMF เมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์  แต่ถ้าผิดเงื่อนไขเมื่อไหร่ ก็เพียงไปเสียภาษีให้ถูกต้องภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปพร้อมกับการยื่นภาษีเงินได้ก็พอ น้องก็จะไม่เสียประโยชน์ทางภาษีใดๆ”

  • แนะนำการออมเงินที่เน้น “การเติบโตของเงินออม” และให้ผลตอบแทนที่มีโอกาสสูงกว่าเงินเฟ้อ เหตุผลเพราะเงินเฟ้อคือมะเร็งของเงิน ทำให้มูลค่าเงินที่น้องออมลดลงไปเรื่อยๆ

ตัวอย่างเช่น “กองทุนรวมหุ้นเพื่อการเติบโต” (Growth Fund) แนะนำ กองทุนรวมดัชนี ประเภท ETF ข้อดี คือ ช่วยในเรื่องการกระจายความเสี่ยงตามดัชนีอ้างอิง ค่าธรรมเนียมถูก กำไรที่ได้จากการซื้อขาย ไม่ต้องเสียภาษี​ และควรกระจายการลงทุนไปในกองทุน ETF ที่อ้างอิงสินทรัพย์หลากหลาย อย่างเช่น กองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500 หรือ กองทุน ETF ที่อ้างดัชนีหุ้นทั่วโลก (All Country World Index) หรือ กองทุน ETF ที่อ้างอิงราคาทองคำ ฯลฯ พร้อมตั้งระบบ DCA ให้ระบบหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ไปซื้อกองทุนอัตโนมัติทุกเดือน เพื่อสร้างวินัยการออม


ทำไมพี่ถึงเน้นเรื่อง "อัตโนมัติ"? เพราะมีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมรองรับ ตามทฤษฎี "Save More Tomorrow" (โดย Richard Thaler เจ้าของรางวัลโนเบล): วิจัยพบว่ามนุษย์มีพฤติกรรม Loss Aversion (กลัวการสูญเสีย) การหักเงินไปออมทันทีที่เงินเดือนออก (Pay Yourself First) ก่อนที่จะได้เห็นและใช้เงินนั้น จะทำให้น้องรู้สึก "เจ็บปวด" น้อยกว่าการเหลือเงินตอนปลายเดือนแล้วค่อยออม ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่เหลือ



สรุป Checklist สิ่งที่ควรทำ

  1. เปิดบัญชี e-Savingsสัก 1 บัญชีแยกไว้สำหรับเงินสำรองฉุกเฉินโดยเฉพาะ
  2. เปิดบัญชีกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชัน (เช่น Streaming Fund Click, InnovestX, Finnomena หรือแอปธนาคารที่น้องใช้)

  3. ตั้งค่าระบบโอนเงินอัตโนมัติ (DCA)ในวันที่เงินเดือนออก: 1,000 บาทไป e-Savings หรือกองทุนตราสารหนี้ และ 1,500 บาทไปกองทุนรวม

  4. โฟกัสกับการอัปสกิลงาน:ในช่วง 1-3 ปีแรกของการทำงาน การเพิ่มศักยภาพตัวเองเพื่ออัปเงินเดือนจาก 20,000 เป็น 30,000-40,000 บาท จะช่วยเพิ่ม "พลังการออม" ได้มากกว่าการพยายามหาผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียวครับ


“ความเสี่ยง” ที่แผนจะล่มกลางคัน

สำหรับ First Jobber” วัยเริ่มต้นทำงาน มีความเสี่ยงหลักๆ 4 ด้านทางจิตวิทยาและพฤติกรรมทางการเงินที่จะทำให้แผนนี้ล่มกลางคัน พร้อมวิธีป้องกัน ดังนี้ครับ:


​1. ความเสี่ยงด้านวินัยและพฤติกรรม (Behavioral Risks)

  • Lifestyle Creep (ความต้องการโตตามเงินเดือน): เมื่อผ่านโปรหรือได้โบนัส น้องมักจะเผลอขยับมาตรฐานการใช้ชีวิตตาม เช่น กินหรูขึ้น ซื้อของแบรนด์เนม จนทำให้เงินออม 3,000 บาทเท่าเดิม หรือเผลอนำเงินส่วนนี้ไปใช้

  • Present Bias (การที่น้องให้ค่ากับปัจจุบันมากกว่าอนาคต): มนุษย์มีแนวโน้มจะเลือกความสุขตรงหน้า (เช่น ทริปเที่ยว, คอนเสิร์ต) มากกว่าผลตอบแทนในอีก 10 ปีข้างหน้า ทำให้บางเดือนน้อง "ขอเว้น" การออมไปก่อน ซึ่งมักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเลิกออมยาวๆ


วิธีแก้:

  • Automate Everything: ใช้ระบบหักเงินอัตโนมัติ (DCA) ทันทีในวันที่เงินเดือนออก ให้เงินวิ่งเข้ากองทุนและบัญชี e-Savings ก่อนที่น้องจะมีโอกาสได้เห็นหรือคิดว่าจะเอาไปใช้อะไร

  • กฎ 50% สำหรับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น: ถ้าอนาคตเงินเดือนขึ้น 2,000 บาท ให้แบ่งมาออมเพิ่ม 1,000 บาท และให้ตัวเองรางวัลตัวเองใช้เพิ่มได้ 1,000 บาท วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างการออมและใช้ชีวิต


​2. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

  • เงินช็อตจนต้องดึงเงินลงทุนออกมา: หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น มือถือพัง, เจ็บป่วย, หรือต้องซ่อมรถ แล้วน้องไม่มี "เงินสำรองฉุกเฉิน" ที่แยกไว้ต่างหาก น้องจะถูกบังคับให้ต้องขายกองทุนรวมหุ้นออกมา ซึ่งหากช่วงนั้นหุ้นตกพอดี น้องจะต้องขายขาดทุนและทำลายวินัยการออมระยะยาว


วิธีแก้:

  • อย่าข้ามขั้นตอน: ในช่วง 3-6 เดือนแรก หากยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเลย แนะนำให้ส่งเงิน 3,000 บาททั้งหมดเข้าบัญชี e-Savings ให้ได้สัก 1-2 เท่าของค่าใช้จ่ายก่อน (ประมาณ 16,000 - 32,000 บาท) เพื่อทำหน้าที่เป็น "กันชน" แล้วหลังจากนั้นค่อยแบ่งเงินไปลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นตามแผนเดิม


​3. ความเสี่ยงด้านจิตวิทยาตลาด (Market Psychology Risk)

  • Panic Selling (ความกลัวตื่นตระหนก): ตลาดหุ้นมีความผันผวน วันหนึ่งน้องอาจเปิดแอปมาเห็นเงิน 2,000 บาทที่ตั้งใจออม ลดลงเหลือ 1,600 บาท (ติดลบ 20%) ด้วยความเป็น “First Jobber” อาจเกิดความกลัวว่าเงินจะหายหมด จนเผลอกดขายคัดขาดทุน (Cut Loss) และเข็ดขยาดกับการลงทุนไปตลอดชีวิต


วิธีแก้:

  • Understand Volatility: ต้องเข้าใจก่อนว่า หุ้นระยะสั้นผันผวนเป็นเรื่องปกติ แต่วัยของน้องมี "ระยะเวลา" (Time Horizon) อีก 20-30 ปีกว่าจะเกษียณ ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นระบุว่า ยิ่งถือยาว โอกาสขาดทุนจะยิ่งเข้าใกล้ศูนย์

  • มองความผันผวนเป็นโอกาส: การซื้อแบบ DCA ทุกเดือน หมายความว่า "ช่วงไหนหุ้นตก น้องจะได้จำนวนหน่วยกองทุนที่เยอะขึ้น" (เหมือนได้ซื้อของเซลส์) และเมื่อตลาดกลับเป็นขาขึ้น เงินของน้องจะโตไวขึ้นมาก


​4. ความเสี่ยงจากการเลือกสินทรัพย์ผิดประเภท (Asset Mismatch)

  • การโดนล็อกเงินยาวเกินไป: อย่างเช่น TESG เงื่อนไขถือ 8 ปี) หรือ ประกันสะสมทรัพย์ (สัญญา 10-20 ปี) ความเสี่ยงคือ ในช่วงอายุ 23-30 ปี เป็นช่วงชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก น้องอาจต้องใช้เงินก้อนเพื่อ แต่งงาน, ซื้อบ้าน, หรือเรียนต่อโท หากเงินทั้งหมดไปจมอยู่ในสินทรัพย์ที่ห้ามถอน น้องจะสูญเสียโอกาสในชีวิต หรือหากยอมถอนก่อนกำหนดก็จะต้องเจอเบี้ยปรับและขาดทุนมหาศาล


วิธีแก้:

  • เน้นกองทุนเปิดทั่วไป: สำหรับเงินลงทุนในหุ้น ให้เลือกกองทุนรวมทั่วไป แม้จะไม่ได้ลดหย่อนภาษี (ซึ่งตอนนี้ฐานภาษีน้องยังไม่ต้องจ่ายอยู่แล้ว) แต่น้องจะมี "อิสระ" เต็มที่ในการขายทำกำไรออกมาใช้หากมีเป้าหมายเปลี่ยนไปในอนาคต


สรุปคาถา “ป้องกันแผนล่ม

"ออมก่อนใช้ — มีเงินกันชน — ไม่ล็อกเงินยาว — ปิดหน้าจอไม่ต้องดูบ่อย"


ทำตาม 4 ข้อนี้ “แผนการเงิน” ของน้องจะทนทานต่อทุกมรสุมแน่นอน ขอให้น้องประสบความสำเร็จครับ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

Most Viewed
Banking
เอสซีบีเอกซ์ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 11,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน สะท้อนความยืดหยุ่นของพอร์ตธุรกิจท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง
Updated 20 hours ago
Banking
ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับงวดแรกปี 2569 จำนวน 20,492 ล้านบาท
Updated 20 hours ago
Stock of the Day
เมื่อผลประกอบการที่ออกมาดี ไม่เพียงพอให้ตลาดตื่นเต้นอีกต่อไป บทเรียนจาก 3 หุ้นดังกำไรไตรมาส 2 เด่น แต่ตลาดกลับตอบสนองด้วยความกังวล
Updated 6 hours ago
Stock of the Day
SCGP โชว์ Q2/69 กำไรพุ่ง 128% รับอานิสงส์อินโดฯ พลิกบวก มั่นใจ Q3/69 ผลงานโตต่อเนื่อง เจรจาดีล M&P เพียบ ลุ้นบางส่วนชัดเจนปีนี้
Updated 1 day ago
Stock of the Day
แบงก์กลาง-เล็กกำไรแกร่ง TTB-KKP เซอร์ไพรส์ตลาด โบรกฯ มองงบกลุ่มอาจดีกว่าคาด แนะสะสมหุ้นเด่น KBANK-KTB
Updated 1 day ago
Follow Us